
สนช.เสี่ยงสะดุด​300กม.​
เดินเครื่องเร่งปั๊มกฎหมายแบบเต็มสูบ!!!
เดินเครื่องเร่งปั๊มกฎหมายแบบเต็มสูบ!!!
ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงถึง 300 ฉบับ ถือเป็นภารกิจที่ไม่ใช่เรื่องง่ายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยิ่งหากคำนวณด้วยกรอบเวลาประมาณ 1 ปี ตามที่โรดแมปกำหนดเอาไว้ด้วยแล้ว การพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับยิ่งต้องรีบเร่งเป็นพิเศษ
เบื้องต้นเวลานี้มีกฎหมายประมาณ 100 ฉบับ ที่ ครม.ตระเตรียมไว้รอเสนอต่อไปยัง สนช. และกำลังจะทยอยผลักดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะกฎหมายที่ทำให้ประชาชนมีความสุข เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานให้กับประชาชนเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนกฎหมายเป้าหมายสูงถึง 300 ฉบับนั้น เป็นเพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เดินหน้าปฏิรูปจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เคยเป็นอุปสรรคปัญหาที่ผ่านมา และรองรับกับกลไกการปฏิรูปที่กำลังจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง
ดังจะเห็นว่ากฎหมายจ่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.หลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างภาษีมรดก ไปถึงกฎหมายปรับปรุงหน่วยงานยิบย่อยหลายฉบับ
ทว่า ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณกฎหมายท่ี่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. แต่อยู่ที่ความรอบคอบรัดกุม และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงไม่สร้างปัญหาในอนาคต ที่สุดท้ายต้องกลับมาปรับปรุงแก้ไขกันใหม่
ล่าสุด พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ สนช.พิจารณาเสร็จและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น
แม้ข้อดีคือการคุ้มครองผู้ค้ำประกัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาปล่อยกู้ได้ยากขึ้น เพราะเงื่อนไขไม่ให้ไล่เบี้ยกับผู้ค้ำประกัน
ที่สำคัญกฎหมายประกาศใช้ไม่ทันไร กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอแก้ไขในกรณีที่มีการกำหนดให้ รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาการตามกฎหมายให้เป็นหน่วยงานอื่น เพราะกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ำประกันและการจดจำนอง มีเพียงหน้าที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเท่านั้น
สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของ สนช. ที่อาจเร่งรีบพิจารณาจนขาดความรอบคอบรัดกุม ผลกระทบด้านต่างๆ ที่ส่งปัญหาตามมาในภายหลัง
ต้องยอมรับว่าจุดอ่อนของ สนช.คือ อำนาจการพิจารณาออกกฎหมายที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่างจากสภาในระบอบปกติ ซึ่งมีท้ั้ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คอยกลั่นกรองมากกว่าหนึ่งชั้น แถมในฐานะฝ่ายปฏิบัติที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านย่อมเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง และหาทางแก้ไขได้ทันที
ยิ่งที่มาที่ไปของ สนช.ที่ส่วนใหญ่มีสัดส่วนโควตามาจากกองทัพ ทำให้ขาดประสบการณ์การออกกฎหมายต่างจากนักการเมืองอาชีพ โดยเฉพาะในแง่มุม ภาษากฎหมาย ภาษาเทคนิค หรือผล
กระทบจากเนื้อหาที่จะเกิดขึ้น
บทเรียนจากเมื่อครั้ง สนช.ปี 2549 ที่เร่งรีบพิจารณากฎหมายกันหลายฉบับจนเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีปัญหาเรื่ององค์ประชุม ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับ สนช.ในยุคนี้
เทียบเคียงจากการทำงานของ สนช. เมื่อปี 2549-2551 พบว่าพิจารณาออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 6 ฉบับ และ ออก พ.ร.บ. 215 ฉบับ
ล่าสุดข้อมูลจนถึงวันที่ 26 พ.ย. 2557 สนช.ชุดนี้พิจารณากฎหมายไปแล้ว 30 ฉบับ จาก 66 ฉบับ เป็นกฎหมายที่เสนอโดย คสช. 21 ฉบับ ครม. 45 ฉบับ
กฎหมายหลายฉบับที่ผ่านการพิจารณาถือเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์หลายเรื่อง อาทิ ร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ที่เพิ่มการคุ้มครองให้ลูกหนี้ ฯลฯ
มาจนถึงร่างกฎหมายสำคัญอย่างร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ที่จะเป็นหนึ่งกุญแจสำคัญลดความเหลื่อมล้ำ และกำลังจะมีกฎหมายอื่นๆ ที่จะตามมารองรับ
การปฏิรูป
ปัญหาอยู่ตรงที่ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายนับจากนี้ หากยังยึดติดอยู่กับเป้าหมายเรื่องจำนวนมากเกินกว่าคุณภาพ และรายละเอียด ผลกระทบ ย่อมอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคตมากกว่าจะสร้างประโยชน์ก็เป็นได้







