
ซูเปอร์บอร์ด แก้รัฐวิสาหกิจไม่เบ็ดเสร็จ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้วที่มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด เพื่อมาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ให้ได้ภายใน 1 ปี
แต่ทว่าการทำงานที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทำแผน ยังไม่เห็นเป็นการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทำให้เริ่มหวั่นใจกันว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีอยู่ 56 แห่ง แบ่งเป็น 9 สาขา มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 12 ล้านล้านบาท เท่ากับจีดีพีของประเทศ จะไม่สำเร็จตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้
เมื่อดูจากการทำงานของซูเปอร์บอร์ด ทำให้ประเมินได้ว่า ยังมีบางอย่างที่ทำให้คณะกรรมการไม่กล้าตัดสินใจเพื่อแก้รัฐวิสาหกิจให้ตรงจุด
เริ่มตั้งแต่ ด้านที่ 1 การทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ที่ยากคือการแบ่งกลุ่มรัฐวิสาหกิจ 3 กลุ่ม ในกลุ่มที่ได้ไฟเขียวให้ไปต่อคงไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับกลุ่มที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานใหม่
ปัญหาใหญ่อยู่ที่รัฐวิสาหกิจที่ต้องยุบทิ้ง ว่าซูเปอร์บอร์ดจะกล้าเคาะออกมาหรือไม่ เพราะรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง เป็นที่รู้กันว่ามีหลายแห่งควรถูกยุบ แต่เมื่อใดที่ซูเปอร์บอร์ดเคาะรายชื่อออกมา แรงกดดันจะเด้งกลับไปที่รัฐบาลทันที หากไม่มีกฎอัยการศึก คงหนีไม่พ้นเจอม็อบรัฐวิสาหกิจที่ถูกยุบล้อมกระทรวงต้นสังกัด หรือทำเนียบรัฐบาล
ด้านที่ 2 การสร้างระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ว่ากันแล้วโจทย์นี้ไม่ยาก เพราะหากรัฐบาลให้คนมือดี รู้เรื่องจริง มือสะอาด เข้าไปเป็นกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ และเข้าเป็นกรรมการผู้จัดการขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจ ก็น่าจะทำให้รัฐวิสาหกิจดีขึ้นได้ในไม่ช้า แต่โจทย์ยากคือ จะทำอย่างไร วางระบบอย่างไรไม่ให้นักการเมืองแทรกแซง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นของรัฐวิสาหกิจที่อาการสาหัส ทั้ง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และบริษัท การบินไทย ก็ล้วนแล้วแต่มีนักการเมืองเข้ามาครอบงำ ส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหารหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ทั้งนี้ แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งนั่งเป็นเลขานุการซูเปอร์บอร์ด มีแผนเสนอร่างกฎหมายเพื่อวางระบบการบริหารจัดการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ ให้ซูเปอร์บอร์ดเห็นชอบ เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นกฎหมายบังคับใช้ในปี 2558
สาระสำคัญของกฎหมาย ประกอบด้วย การดูแลกำกับรัฐวิสาหกิจในภาพรวม การกำกับการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ให้การเมืองแทรกแซง การกำหนดให้รัฐวิสาหกิจมีการจัดทำภารกิจที่ชัดเจน ไม่ทำงาน
สะเปะสะปะนอกภารกิจ โดยเฉพาะทำโครงการประชานิยมตามนโยบายของรัฐบาลและสร้างความเสียหาย แต่กฎหมายนี้ก็ยังไม่ได้เป็นหลักประกันว่า รัฐวิสาหกิจจะปลอดจากการเมืองแทรกแซง
ด้านที่ 3 แก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาหนัก 7 แห่ง ยังไม่มีความคืบหน้าในปัญหาที่แก้กันมานาน เพราะปรากฏว่าแผนฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากซูเปอร์บอร์ด ยังอยู่ขั้นตอนทำกันไปแก้กันไป ทำให้การเดินหน้าแก้ปัญหายังทำได้ไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการบินไทย ที่ขาดสภาพคล่องจนสถาบันการเงินหลายแห่งไม่ปล่อยกู้ ต้องมาขอกู้จากธนาคารออมสินจำนวนถึง 7,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารออมสินก็กลัวเพราะแผนฟื้นฟูยังไม่ผ่าน การฟื้นตัวของบริษัทยังไม่ชัดเจน จึงทำเรื่องขอให้กระทรวงการคลังออกหนังสือยืนยันให้กู้ไว้เป็นหลักพิงให้กับธนาคารหากมีปัญหา แต่กระทรวงการคลังกลับไม่ออกให้และยังบีบให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้แบบไม่มีเงื่อนไข แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจยังทำแบบเอาตัวรอดไปที ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ยั่งยืนมั่นคงได้
กรณีของการแก้ไขปัญหาบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ความจริงแนวทางก็ชัดเจนว่าทั้งสองแห่งหนีไม่พ้นต้องควบรวม เพราะภารกิจเหมือนกันทำงานซ้ำซ้อนกัน แต่ซูเปอร์บอร์ดก็ไม่กล้า เพราะกลัวพนักงานของรัฐวิสาหกิจที่ถูกยุบรวมจะกลับมาเป็นแรงกดดันรัฐบาล
สำหรับกรณีของเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ ก็ยังมีปัญหาหนี้เสียรวมกันสองแห่ง 6-7 หมื่นล้านบาท นอกจากแก้ไขแล้ว ต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารที่ทุจริตและทำให้เกิดหนี้จำนวนมากดังกล่าว แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่มีดำเนินการเรื่องนี้ ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ส่งผลให้การแก้ไขรัฐวิสาหกิจเป็นการแก้แบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ทำให้เป็นระบบเพื่อเป็นตัวอย่างกับผู้ทำผิดต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่เช่นนั้นต่อไปก็จะเกิดเรื่องแบบนี้อีก เพราะทำผิดก็ลอยตัว ไม่มีใครกล้าเอาผิด
ขณะที่มติของซูเปอร์บอร์ดที่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าดูแลกำกับแบงก์รัฐทั้งหมด ให้มีอำนาจตรวจสอบ ควบคุม รวมถึงดำเนินการเอาผิดกับผู้บริหารแบงก์รัฐที่ทุจริตทำให้แบงก์เสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า ธปท.จะเข้ามาเล่นบทบาทนี้มากน้อยขนาดไหน และจะเริ่มเข้ามาเต็มรูปแบบเมื่อไร
ด้านการแก้ปัญหา รฟท.และ ขสมก. เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่การแก้ไขปัญหายังอยู่กับที่ ทั้งที่น่าจะเดินหน้าได้เร็วกว่านี้ ส่งผลให้ปัญหาการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของซูเปอร์บอร์ด ที่ยังไม่เห็นความชัดเจน การแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง กำลังเป็นแรงกดดันให้กับการทำงานของซูเปอร์บอร์ดมากขึ้นทุกวัน







