
ปรับ ครม.มาร์ค5สนิมเขรอะปชป.
อาฟเตอร์เอฟเฟกต์ที่ก่อตัวขึ้นใต้ชายคาพรรคประชาธิปัตย์ หลังการปรับ
“ครม.มาร์ค 5” นอกจากจะไม่ยอม “จบ” กันง่ายๆ ตรงกันข้ามกลับเกิดปรากฏการณ์เลียนแบบออกมา “ป่วน” เรียกความสนใจ จนเกิดปรากฏการณ์ “ร้าวรายภาค” ที่รอวันแตกหักไล่มาตั้งแต่
“ภาคเหนือ” กับขนาดความรุนแรงสุ่มเสี่ยงก่อตัวเป็นสึนามิ หลังจาก ไพฑูรย์ แก้วทอง สส.รุ่นลายคราม ในฐานะแม่ทัพภาคเหนือถูกปลดพ้นเก้าอี้ รมว.แรงงาน แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ถึงขั้นทำเจ้าตัวออกมาบ่นว่า “ช็อก” และคิดเตรียมที่จะวางมือถึงขั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผนึกกำลังไปปลอบใจ
“ไพฑูรย์” หลังการประชุม สส.แต่ทว่าอาการกลับยังไม่ดีขึ้นสัญญาณป่วนยังรุนแรงมากขึ้น เพราะนอกจากอาการน้อยใจซึ่งระบายผ่าน นราพัฒน์ แก้วทอง สส.พิจิตร ลูกชาย ยังมีแรงหนุนจาก สส.เหนือ อีกสิบกว่าคนที่ก่อหวอดกดดันตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค และทวงถามคำอธิบายถึงการตัดสินใจครั้งนี้
ยิ่งในบรรยากาศที่มีกระแสข่าวว่า
“ไพฑูรย์” อาจตัดสินใจไปร่วมกับ เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และเสี่ยอ๊อด ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ตั้งพรรคใหม่ รวมพลังพุ่งเป้าเจาะฐานเสียงในภาคเหนือตอนล่าง ทว่าสุดท้าย เสธ.หนั่น กลับออกมาปฏิเสธประเด็นนี้แม้จะเป็นอาการข้างเคียงจากการฟาดงวงฟาดงาของคนอกหัก แต่กลับสร้างความวิตกให้กับผู้บริหารพรรคได้ไม่น้อย เมื่อที่นั่งในภาคเหนือของพรรคที่กว่าจะได้มาแต่ละเก้าอี้ก็แสนยากเย็นกว่าจะได้มารวม 20 เสียง หากต้องลดจำนวนลงอีก ย่อมสะเทือนถึงฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
ลำพังจะหวังพึ่งเพียงแค่ เทอดพงษ์ ไชยนันท์ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ มาเป็นหัวหอกฝ่ากระแสนิยมทักษิณในพื้นที่ภาคเหนือจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายของประชาธิปัตย์
แต่ในมุมมองของ
“แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์” ประเมินว่าสุดท้ายปัญหาระลอกใหม่นี้จะหมดไปในที่สุด “เป็นเรื่องธรรมดาแต่คงไม่ขยายผลรุนแรงขนาดอยู่ร่วมกันไม่ได้”ถัดมาที่แรงกระเพื่อมจาก
“ภาคตะวันออก” แม้ช่วงแรกจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมา หลังการปลด ธีระ สลักเพชร พ้นเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม แต่คล้อยหลังไม่กี่วัน กลับมีเสียงสะท้อนจาก สส.ในภาคตะวันออกให้พิจารณาถึงสัดส่วน สส.กับโควตาการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ต่างจากการขอโควตาภาคตะวันออก ด้วยการหยิบยกเสียงในกลุ่มภาคตะวันออกกว่า 20 เสียงที่ถูกนำไปรวมกับโควตาภาคกลาง งานนี้จึงออกมาส่งเสียงทวงสิทธิ แม้รู้ว่าเป็นไปได้ยาก แต่หากไม่ออกมาแสดงอาการก็อาจถูกมองข้ามในโอกาสหน้า
งานนี้ทำให้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าภาคกลาง ออกมากระตุกขาเตือนให้คิดถึงผลประโยชน์ของชาติของพรรคมากกว่าเรื่องโควตา แถมยกตัวอย่าง สส.ภาคกลาง 40 กว่าคน แต่ได้? เพียง 2 เก้าอี้ ดังนั้นขอให้ทุกคนที่อยู่ในพรรคมีระเบียบวินัย
สำหรับ
“ภาคใต้” ในที่สุด นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คนใกล้ชิดนายหัวชวน หลีกภัย ก็ได้สมหวังเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี หลังจากที่เคยพลาดท่าเสียที ปล่อยให้โควตานายทุนเข้ามาเบียดจนหลุดโผรัฐมนตรีในรอบแรก จนออกอาการเหวี่ยงไปรอบหนึ่งแล้วทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแบบเงียบๆ ไม่แสดงอาการ แต่เห็นสัญญาณอันตรายรอวันปะทุ อยู่ที่
“เก้าอี้” ของนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งจ่ออยู่ในลิสต์เข้าคิวรอ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถแทรกตัวเข้ามาใน ครม.มาร์ค 5เหตุผลหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นปัจจัยให้
“นิพนธ์” พลาดเก้าอี้รัฐมนตรีเที่ยวนี้ นอกจากเหตุผลเรื่องข้อจำกัดในเก้าอี้ที่ไม่เพียงพอต่อคนนั่งแล้ว ยังติดปัญหาตรงที่ “นิพนธ์” เป็นคนสนิทของ บัญญัติ บรรทัดฐาน ยืนอยู่คนละขั้วกับ อภิสิทธิ์นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ชื่อของ
“นิพนธ์” ที่ถูกเสนอให้ขึ้นมาร่วมพิจารณาจัดสรรเก้าอี้ ระหว่างการประชุมในรอบกรรมการบริหารพรรค ถูกตัดตอนออกไป ไม่ได้รับการพิจารณาร่วมกับอีก 4 รัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งรอบนี้ถึงจะไม่ได้ออกมาตีโพยตีพาย จากการอกหักอีกรอบ แต่
“นิพนธ์” กลับหยิบยกเหตุการณ์ 10 ม.ค. 2530 ที่ วีระ มุสิกพงศ์ กับ สส.ครึ่งพรรคแยกตัวออกไป มาเตือนสติ อภิสิทธิ์ กับสุเทพ เพื่อให้จัดการบริหารภายในพรรคด้วยความเป็นธรรมอีกมุมหนึ่งการปรับ ครม. ยังสะเทือน? จนก่อตัวเป็น
“เกาเหลา” ชามใหญ่ ระหว่าง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ ศิริโชค โสภา 2 คนสนิทข้างกายนายกฯ แบบฝังรากลึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพยายาม “แซะเก้าอี้” หรือเรื่องการ “ตีกันเก้าอี้”เบื้องหลังกระแสข่าวหนาหูว่า
“สาทิตย์” จะถูกปลดพ้น รมต.ประจำสำนักนายกฯ หลังล้มเหลวกับงานด้านดูแลสื่อ ถูกมองว่าเป็นฝีมือของคนกันเองที่พยายามจะแทรกตัวเข้ามานั่งใน ครม.หลังโชว์ผลงานใน ศอฉ.แบบเข้าตากรรมการเรื่องนี้จบลงที่
“สาทิตย์” ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่โอนงานด้านสื่อไปให้ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ป้ายแดง รับหน้าที่ดูแล ขณะที่ ศิริโชค ยังไม่มีโอกาสในเก้าอี้รัฐมนตรี ต้องรับตำแหน่งวอลล์เปเปอร์ต่อไป ทิ้งไว้แต่รอยร้าวที่ยากจะสนิทใจกันเหมือนเดิมการปรับ ครม.รอบนี้ ด้านหนึ่งเหมือนเป็นการระบายแรงกดดันที่สะสมมานานในพรรคประชาธิปัตย์ ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับสร้างรอยร้าวใหม่ให้เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมาย
ถึงจะไม่ทำให้พรรคต้องแตกหักด้วยคำอธิบายจากปากผู้จัดการรัฐบาลว่า
“เป็นเรื่องธรรมดาแต่คงไม่ขยายผลรุนแรงขนาดอยู่ร่วมกันไม่ได้” แต่ผลจากวันนี้จะยังหลงเหลือเป็น “สนิมเนื้อใน” ที่หากจัดการไม่ดีจะทำให้ทุกอย่างพังครืนไม่รู้ตัว






