
เปิดการบ้านสปช. โครงร่างรัฐธรรมนูญ
หลังจากกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยเดินหน้ามาจนถึงขณะนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...เจษฎา จี้สละ
หลังจากกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยเดินหน้ามาจนถึงขณะนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เวลาส่งการบ้านนัดแรกในวันพุธที่ 3 ธ.ค. ส่งผลให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูป 18 คณะ จะต้องเร่งสรุปข้อเสนอ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญให้กับ กมธ.วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 10 คณะ ที่จะต้องเร่งขมวดหลักการเพื่อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. ไปจนถึงกลางเดือน ธ.ค. ทั้งนี้มี กมธ.ปฏิรูปใน สปช. และอนุ กมธ. พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งสรุปแนวทางเสนอต่อ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญที่น่าสนใจ ดังนี้
กมธ. ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นำโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน มีข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1.ด้านศาล เนื่องจากศาลของประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ศาล คือ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและศาลทหาร ซึ่งเป็นระบบศาลคู่ จึงควรมีการจำแนกอำนาจในการพิจารณาคดีของศาลให้ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของศาลปกครองที่ใช้วิธีพิจารณาที่เรียกว่า “ระบบไต่สวน” และศาลยุติธรรมที่มีวิธีพิจารณาคดีแบบ “ระบบกล่าวหา” ซึ่งยังคงมีบางกรณีที่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งนี้ในระบบสากล เช่น ประเทศฝรั่งเศสมีการแบ่งแยกอำนาจของศาลปกครองและศาลยุติธรรมไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในการแก้ไขโครงสร้างศาล ควรนำคดีที่มีความทับซ้อนกัน มาอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลปกครอง แต่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงและประวัติศาสตร์ด้วย
2.ด้านกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานของรัฐ โดยจัดตั้งองค์กรที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เช่น คณะกรรมการนโยบายและบริหารงานด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น นอกจากนั้นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ควรใช้กระบวนการสอบสวนขั้นตอนเดียว ไม่ต้องคานอำนาจระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ โดยให้พนักงานอัยการเป็นผู้ควบคุมการสอบสวนทั้งหมด
ในขณะที่ กมธ. ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่มี นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เป็นประธาน เสนอแนวทางที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ 7 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้ขยายขอบเขตความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญไปถึง “มนุษย์ทุกคนที่มีลมหายใจอยู่บนผืนแผ่นดินไทย” ไม่เฉพาะประชาชนเท่านั้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนหลายกลุ่ม โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ 2.เสนอให้จัดสรรบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต่างๆ ในกลไกรัฐทุกระดับ ต้องมีสัดส่วนของเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า 3 ใน 10 เพื่อสร้างความเสมอภาคเท่าเทียม 3.เสนอให้บัญญัติเรื่องสิทธิมนุษยชนในการกำหนดอนาคตตนเองอย่างชัดเจน ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคล โดยรัฐต้องสนับสนุนให้จัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนสัมมาอาชีพให้สอดคล้องกับแนวคิด “ทุนสัมมา”
4.เสนอขยายสิทธิของประชาชน อาทิ สิทธิของบุคคลในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย สิทธิของแรงงาน สิทธิรวมตัวกันเป็นพื้นที่วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น โดยรัฐสิทธิดังกล่าวต้องกำหนดสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ควบคู่ เพื่อให้เกิดความคุ้มครอง 5.เสนอให้มีการกำหนดหน้าที่พลเมือง ว่า ทุกคนมีหน้าที่ในการร่วมพัฒนาประเทศชาติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรมประเพณี โดยรัฐมีหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพการทำหน้าที่พลเมือง สามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพลังพลเมืองได้ 6.เสนอการกำหนดให้สถาบันครอบครัวมีหน้าที่พัฒนาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นพลเมืองดี สร้างครอบครัวอบอุ่น พ่อแม่มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอ สร้างระบบกลไกที่เสริมครอบครัวสามารถสร้างให้เด็กแรกเกิดใหม่มีคุณภาพได้ และ 7.เสนอให้จัดระบบและกลไกในการทำให้เกิดสังคมคุณธรรม ที่เกื้อกูล เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพผู้อื่น และมีมาตรการกำจัดการทุจริตอย่างเด็ดขาด
สำหรับอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 (พิจารณาศึกษาสารัตถะของรัฐธรรมนูญ ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การสร้างความปรองดอง) ซึ่งมีนายเอนก
เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน เสนอให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมือง โดยมีหลักการสำคัญที่ควรบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1.เลือกนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและจลาจล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยนิรโทษกรรมนับตั้งแต่ ปี 2548 จนถึงก่อนเหตุการณ์ยึดอำนาจการปกครอง ปี 2557 เพราะความขัดแย้งเริ่มจากจุดนั้น อีกทั้งยังไม่มีอนุ กมธ. ที่เสนอข้อคิดเห็นอื่น 2.จะไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เพราะผู้เกี่ยวข้องกับฝ่ายที่สูญเสียจะไม่ยอมรับ
3.จะไม่นิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะการละเมิดพระราชอำนาจ เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับ จึงไม่สามารถนิรโทษกรรมได้ในเวลานี้ และ 4.การนิรโทษกรรมไม่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตทุกกรณี อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างความสมานฉันท์จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการปรองดองและสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และยกระดับความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย







