
วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปกับความผันผวนของราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเดือน พ.ค. มีความผันผวนอย่างรุนแรง จากราคา 87.15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (น้ำมันดิบ WTI ในตลาด NYMEX) เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 18 เดือน ลดลงมาสู่ระดับ 68.10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 20 พ.ค. (ลดลงประมาณ 19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเกือบ 22% ในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์) และหลังจากนั้นราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในวันที่ 28 พ.ค. (เพิ่มขึ้นประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือ 10% ภายใน 8 วัน)
เหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงนี้ อาจกล่าวได้ว่ามาจากปัจจัยหลักๆ ต่อไปนี้คือ
1.วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของบางประเทศในกลุ่มยูโรโซน เช่น กรีซ โปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี (PIIGS) ตลอดจนปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างมากของประเทศในแถบยุโรปตอนใต้ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า ปัญหาจะลุกลามไปยังประเทศในแถบยูโรโซนทั้งหมด และทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และมีผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จนทำให้นักลงทุนพากันเทขายสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ในตลาดซื้อขายผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า (ตลาด Commodities) เช่น สัญญาส่งมอบน้ำมันดิบ และโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น ทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
เราจึงเห็นราคาน้ำมันลดลงอย่างถล่มทลาย และราคาทองคำถีบตัวสูงขึ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง เพราะการโยกย้ายเงินดังกล่าวนั่นเอง อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยทางการเงิน (Financial Market) มีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า
“น้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Asset) มากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ไปเสียแล้ว”วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ยังนำไปสู่มาตรการทางการคลังของประเทศในกลุ่มอียู โดยมีการประกาศปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลขนานใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ และจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลถึงความต้องการน้ำมันและพลังงานโดยรวมของยุโรป
2.วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป นอกจากจะส่งผลถึงค่าเงินและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยุโรปแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งกำลังดีวันดีคืนด้วย เพราะถ้าค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ จะกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐ และถ้าเศรษฐกิจของอียูหรือยุโรปหดตัวหรือไม่ขยายตัว ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐด้วยเช่นกัน
ดังนั้น มีโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจฟื้นตัวช้าลงหรือไม่ฟื้นตัวเลย ซึ่งจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้ และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยซ้ำสองก็เป็นได้ นั่นหมายถึงว่าความต้องการพลังงานและน้ำมันที่คาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงปลายปีนี้ จะลดน้อยลงหรือไม่เป็นไปที่หน่วยงานด้านพลังงานต่างๆ (IEA, EIA, OPEC) ได้คาดหมายเอาไว้
3.ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) ความต้องการน้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นก็ยังไม่เห็นชัดเจนนัก แต่ปริมาณน้ำมันกลับเพิ่มมากขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสต๊อกน้ำมันดิบในสหรัฐยังคงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า 5 ปีเฉลี่ย จึงทำให้เป็นปัจจัยลบกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ลดต่ำลงในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
4.การเทขายของกองทุนเก็งกำไร (Speculative Fund) เมื่อราคาน้ำมันขึ้นไปถึงระดับ 8085 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ได้เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา และมีการทำ Short Selling เพราะเชื่อว่าราคาจะลดลงอีก จึงมีผลทำให้ราคาลดลงมาถึง 68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แล้วจึงมีแรงซื้อคืน (Short Covering) กลับเข้ามาในที่สุด ประกอบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาในช่วงปลายเดือน พ.ค. ค่อนข้างดี ทั้งตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงาน ตัวเลขคนว่างงานครั้งแรกที่ยื่นขอรับการชดเชยการว่างงาน (Initial Jobless Claims) ตัวเลขขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง ตลอดจนตัวเลขความมั่นใจของผู้บริโภค จึงทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามา ดันราคาให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี คาดว่านับจากนี้ไปราคาน้ำมันน่าจะต้องมีการปรับฐานใหม่จากเดิม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าราคาในครึ่งปีหลังอาจสูงถึง 9095 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจลดลงมาอยู่ที่ 8085 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยล่าสุด Bank of America Merrill Lynch ได้ปรับประมาณการราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังจากเดิม 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น และนักวิเคราะห์บางคนมองว่าราคาน้ำมันอาจลงไปถึง 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลก็เป็นได้ ถ้าปัญหาวิกฤตหนี้สินของยุโรปยังไม่คลี่คลาย
ทว่าสำหรับผม มองทางสายกลางว่า ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ที่ 6875 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่เคยมองว่าน่าจะอยู่ที่ 8087 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่มีใครรู้จริงหรอกครับ ถ้าทายราคาน้ำมันถูกป่านนี้รวยไม่รู้เรื่องไปแล้ว!







