อนุกมธ.ฯเสนอเอาผิดตัวบุคคลแทนยุบพรรค
อนุกมธ.ชุดปฏิรูปการเมืองเสนอเอาผิดบุคคลแทนยุบทั้งพรรค ชี้ที่ผ่านมาแก้ปัญหาไม่ได้
อนุกมธ.ชุดปฏิรูปการเมืองเสนอเอาผิดบุคคลแทนยุบทั้งพรรค ชี้ที่ผ่านมาแก้ปัญหาไม่ได้
นายประสาร มฤคพิทักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง เปิดเผยว่า ผลประชุมคณะอนุกมธ.ปฏิรูประบบพรรคการเมือง โดยมีข้อเสนอแนะในเบื้องต้นเห็นควรให้บรรจุประเด็นการปฏิรูปพรรคการเมืองไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1.พัฒนาสถาบันพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง โดยสมาชิกต้องมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ การส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรคในพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาแทรกแซง
2.พรรคการเมืองมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ
3.การยุบพรรคกระทำได้เฉพาะกรณีพรรคการเมืองกระทำผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นเป็น 2 แนวทาง คือ ควรให้ยุบพรรคการเมืองในกรณีหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคทำผิดตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญปี 50 และไม่ควรยุบพรรคการเมืองกรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคกระทำผิดตามตรา 237 ของรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการยุบพรรคการเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ถือเป็นความผิดเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคคนนั้น
4.การสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐอย่างเหมาะสมและยุติธรรม ซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้มีการสนับสนุนพรรคการเมือง ทั้งในเรื่องทุนและการดำเนินงานอย่างอื่น
5.องค์กรตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
6.นักการเมืองต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในข้อดังกล่าวมีกมธ.ขอสงวนความเห็นว่า นักการเมืองจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องมีองค์กรควบคุมพรรคการเมือง สำหรับประเด็นนักการเมืองท้องถิ่นจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วยหรือไม่นั้น ที่ประชุมเห็นว่าต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีก
ส่วนผลการประชุมของคณะอนุกมธ.การปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น 1.บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการศึกษาเรียนรู้ทางการเมืองตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง โดยกำหนดให้มีองค์กรรับผิดชอบ และกระบวนการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
2.รัฐต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการและกลไกในการสร้างความปรองดอง เพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกราชของชาติ ทั้งในยามสถานการณ์ปกติ และกรณีที่เกิดความขัดแย้ง โดยมีพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมของการปรองดอง และห้ามไม่ให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง สร้างความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
3.บุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในการมีส่วนร่วมการใช้อำนาจรัฐ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะและของรัฐ โดยต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสภาพลเมืองให้ทำหน้าที่ดังกล่าว โดยรัฐต้องจัดให้มีระบบและกลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วม







