
บทเรียนต้องจำ
ในขณะนี้มีการคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังพิจารณาที่จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอีมาใช้บ้างแล้วกับการเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อเป็นการกดดอกเบี้ยให้ต่ำ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมในหลายเขตเศรษฐกิจหลักของโลก
ในขณะนี้มีการคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังพิจารณาที่จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอีมาใช้บ้างแล้วกับการเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อเป็นการกดดอกเบี้ยให้ต่ำ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมในหลายเขตเศรษฐกิจหลักของโลก
ต้องเรียกว่าในขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังคงจมอยู่กับยุคคิวอีครับ แม้ว่าสหรัฐจะเลิกไปแล้วก็ตาม แต่กระนั้นญี่ปุ่นก็ยังใช้อยู่ ขณะที่ยุโรปกำลังจะใช้เช่นกัน อย่างไรก็ตามโลกมีบทเรียนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในสหรัฐ ซ่ึ่งเป็นบทเรียนที่ว่าคิวอีนั้นสามารถช่วยกู้เศรษฐกิจได้มากแค่ไหน
โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปริมาณเงินที่อัดฉีดลงสู่ระบบผ่านการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลนั้น ปรากฏว่าส่วนใหญ่เงินเหล่านี้กลับไปกระจุกตัวอย่างที่สถาบันการเงินที่ธนาคารเท่านั้น ไม่ได้ไหลเวียนลงสู่เศรษฐกิจภาคจริงเสียเท่าไหร่
ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐนั้นทุ่มเงินไปมากหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐในระยะเกือบ 5 ปีที่ผ่านมากับคิวอี แต่ผลพลอยได้จากนโยบายเหล่านั้นกลับตกไปอยู่กับสถาบันการเงินและธนาคาร และตลาดหุ้นเสียส่วนใหญ่ครับ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในระยะที่สหรัฐทุ่มเงินไปกับคิวอีนั้น ได้ทำให้เกิดภาวะตลาดกระทิงขึ้นทั้งในสหรัฐและทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐนั้นกลับได้ผลประโยชน์น้อยมาก
แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเอง มาตรการคิวอีของญี่ปุ่นมีวัตถุประสงค์หลักคือการกดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงเพื่อสร้างความได้เปรียบกับสินค้าของญี่ปุ่นในตลาดโลก และเพื่อช่วยภาคเอกชนญี่ปุ่นโดยตรง ในขณะที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญหน้ากับกำลังซื้อที่ลดลง ตามมาด้วยนโยบายการขึ้นภาษีการขาย ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างรุนแรง จนทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยดังที่ผ่านมาครับ
ขณะที่สำหรับกลุ่มประเทศยูโรโซนเองนั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรกๆ ของวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อ 5-6 ปีก่อนนั้น หากยังจำกันได้ เงินที่ไหลเข้าสู่ระบบก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ครับ และธนาคารเหล่านี้ก็ไม่กล้าที่จะปล่อยกู้ให้กับเอกชน หรือผู้บริโภค เพราะตัวเองก็ต้องการสำรองทุนไว้เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน
ดังนั้น บทเรียนที่สำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกก็คือ คำถามที่ว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ ที่่แท้จริงแล้วส่งผลต่อเศรษฐกิจภาคจริงบ้างหรือไม่ เพราะจากผลลัพธ์ที่ผ่านๆ มานั้นเห็นได้ชัดว่าฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มๆ ก็คือเศรษฐกิจภาคลวง ซึ่งหมายถึงฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน ตลาดเก็งกำไรเท้านั้นครับ จึงไม่แปลกนักที่ในวันนี้หลายเขตเศรษฐกิจโลกจึงยังคงจมอยุู่กับสภาวะง่อนๆ แง่นๆ เหมือนเดิม







