
โอเปกดัมพ์ราคา บีบมะกันเลิก ‘เชลออยล์’
เป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั่วโลก หลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีมติให้คงอัตราการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงเหวในทันที โดยที่ตลาดเวสต์เทกซัสหรือดับเบิ้ลยูทีไอ ร่วงลงมาอยู่ที่ 66.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนท์ทะเลเหนือร่วงลงมาอยู่ที่ 70.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั่วโลก หลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีมติให้คงอัตราการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงเหวในทันที โดยที่ตลาดเวสต์เทกซัสหรือดับเบิ้ลยูทีไอ ร่วงลงมาอยู่ที่ 66.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนท์ทะเลเหนือร่วงลงมาอยู่ที่ 70.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
แน่นอนว่า นอกจากการคงอัตราการผลิตของกลุ่มโอเปกแล้วปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความสามารถในการ “ปลดล็อก” ทรัพยากรน้ำมันในชั้นหินดินดาน(เชลออยล์) ด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่อย่าง “การขุดเจาะในแนวนอน” และ “การใช้แรงดันน้ำ” นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำมันโลกดิ่งลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 4 ปี
พร้อมกันนี้ เมืองลุงแซมยังได้ประโยชน์ถึง 2 ต่อ จากภาวะราคาน้ำมันขาลง ทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศซึ่งเป็นผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการกดดันคู่แข่งอย่างรัสเซียที่ต้องพึ่งพาการส่งออกพลังงาน ให้เผชิญเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ยากลำบากมากขึ้น นอกเหนือจากการคว่ำบาตรของซีกโลกตะวันตก
นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า นี่คือชัยชนะสหรัฐในการบั่นทอนอิทธิพลในการกำหนดราคาน้ำมันของกลุ่มโอเปก ซึ่งกลายเป็นการยุติประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ที่โอเปกเคยใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือในการผลักดันนโยบายต่างๆ บนเวทีโลก กรณีนี้ยังไม่นับรวมว่า ถ้าหากสหรัฐผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมันดิบ จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เมืองลุงแซมผงาดขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในการกำหนดราคาน้ำมันโลก
ด้าน ราฟาเอล รามิเรซ รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกถึงกับกล่าวว่า การปะทุของธุรกิจการขุดเจาะเชลออยล์ในสหรัฐและแคนาดา ถือเป็นหายนะของธุรกิจพลังงานรายอื่นบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มโอเปกเอง
ขณะเดียวกัน สื่อตะวันตกยังพยายามฉายภาพบรรยากาศในขณะนี้ว่า นี่คือชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จของอภิมหาอำนาจเมืองลุงแซมในการกุมบังเหียนตลาดน้ำมันโลก ขณะที่อิทธิพลของกลุ่มโอเปกกำลังจางหายไป เนื่องจากความเห็นแก่ตัวของกลุ่มผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ซึ่งนำโดยซาอุดิอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งยืนยันจะรักษาส่วนแบ่งในตลาดส่งออก ขณะที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง
ถึงกระนั้นก็ตาม ในความเป็นจริงก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงนั้นเป็นไปได้ตามความตั้งใจของกลุ่มโอเปกอยู่แล้ว ซึ่งนับว่าขัดแย้งกับสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าโอเปกต้องการใช้ราคาน้ำมันสูง จึงน่าสงสัยว่ากลุ่มโอเปกอาจมีนัยซ่อนเร้นบางอย่างที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้
นัยซ่อนเร้นเป็นไปได้มากที่สุดคือ กลุ่มโอเปกต้องการให้ราคาน้ำมันที่ดิ่งตัวลงเป็นศรย้อนกลับไปทำลายอุตสาหกรรมเชลออยล์ของสหรัฐเอง
ทั้งนี้ เนื่องจากต้นทุนผลิตน้ำมันในสหรัฐสูงกว่าในตะวันออกกลางมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (ไออีเอ) ระบุว่า การขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 33.76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ต้นทุนการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอยู่ที่ 16.88 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เท่านั้น
ขณะที่ต้นทุนการขุดเจาะเชลออยล์จากแหล่ง อีเกิล ฟอร์ด และเพอร์เมียน สตราตา ในรัฐ เทกซัส เฉลี่ยอยู่ที่ราว 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทน้ำมันที่เข้าไปลงทุนในแหล่งผลิตดังกล่าวแทบไม่สามารถทำกำไรเมื่อราคาน้ำมันในตลาดร่วงลงมาอยู่ในกรอบ 60-70 เหรียญสหรัฐ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้ บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กระบุว่า จุดที่ราคาน้ำมันดิ่งลงจนถึง 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะกลายเป็นจุดชี้ชะตาที่สำคัญว่า การลงทุนขุดเจาะเชลออยล์ในสหรัฐจะยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ราคาน้ำมันก็ดิ่งลงเลยจุดดังกล่าวมามากแล้ว
กรณี “การแพ้ภัยตนเอง” ของสหรัฐ ยังยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของบริษัท โคโนโลฟิลิปส์ ผู้ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐที่ออกแถลงการณ์ว่า จะเริ่มต้นลดกำลังการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ลง โดยให้เหตุผลว่าราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้การขุดเจาะเชลออยล์ไม่ทำกำไรอีกต่อไป โคโนโลฟิลิปส์ จึงกลายเป็นบริษัทแรกที่ประกาศแผนลดการลงทุนการผลิตเชลออยล์
นอกจากนั้น สัญญาณว่าอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยสะท้อนได้จากราคาหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง เอ็กซอน และ เชฟรอน ดิ่งลง หลังจากที่ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นมาโดยตลอดโดยปัจจัยหลักมาจากการที่กลุ่มโอเปกยืนยันจะคงอัตราการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม กลายเป็น “หมัดแรก” ที่กลุ่มโอเปกปล่อยสู่สหรัฐ
ขณะเดียวกัน การต่อสู้เรื่องราคาน้ำมันครั้งนี้ยังส่อเค้ายืดเยื้อ โดยรอยเตอร์สรายงานว่า อาลี อัล นาอิมิ รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบียซึ่งเปรียบเสมือนผู้นำโอเปกทางพฤตินัย กล่าวกับที่ประชุมว่า โอเปกจ้องเอาชนะการปะทุของเชลออยล์ในสหรัฐและแคนาดาให้ได้ ด้วยการบั่นทอนกำไรของธุรกิจดังกล่าวจากราคาน้ำมันที่ลดลง
ด้าน เลโอนิด เฟดุน รองประธานบริษัท ลูคออยล์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัสเซีย กล่าวแสดงความเห็นว่า โอเปกน่าจะประสบความสำเร็จในการขจัดส่วนแบ่งการตลาดของสหรัฐภายในปี 2016 และราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้น ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าจึงทำให้โอเปกมีภูมิต้านทานภาวะราคาน้ำมันดิ่งเหวมากกว่าสหรัฐ กลายเป็นการเดินเกมอันชาญฉลาดของกลุ่มชาติโอเปกที่เลือกรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ พร้อมกับปล่อยราคาน้ำมันที่ลดลงค่อยๆ บั่นทอนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชลออยล์ในสหรัฐ
พูดอีกนัยหนึ่งคือ แทนที่เชลออยล์ที่น่าจะเป็นจุดแข็งของสหรัฐ กลับน่าจะเป็นจุดอ่อนมากกว่า เพราะถึงแม้สหรัฐจะมีทรัพยากรชนิดฝังอยู่ในแผ่นดินจำนวนมาก แต่หากไม่มีการขุดขึ้นมาใช้ก็ย่อมไร้ความหมาย
ตอนนี้จึงเหลือแต่เพียงว่า ระหว่างสหรัฐกับโอเปกใครจะทนภาวะราคาน้ำมันขาลงได้มากกว่ากัน แต่ดูๆ แล้วโอเปกน่าจะมีภูมิต้านทานสูงกว่า สิ่งที่โอเปกต้องทำคือรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้และปล่อยให้ธุรกิจพลังงานเมืองลุงแซมค่อยๆ ตายอย่างช้าๆ







