posttoday
ประสบการณ์ต้านโกง

ประสบการณ์ต้านโกง

01 ธันวาคม 2557

สังคมไทยกำลังตื่นตัวกับเรื่องคอร์รัปชั่นกันมาก สื่อต่างๆ รายงานข่าวการทุจริตไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น เช่น เรื่องสนามฟุตซอลจนถึงระดับชาติ เช่น การจัดซื้อไมโครโฟนในทำเนียบรัฐบาล

สังคมไทยกำลังตื่นตัวกับเรื่องคอร์รัปชั่นกันมาก สื่อต่างๆ รายงานข่าวการทุจริตไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น เช่น เรื่องสนามฟุตซอลจนถึงระดับชาติ เช่น การจัดซื้อไมโครโฟนในทำเนียบรัฐบาล

การตื่นตัวในลักษณะนี้เป็นปัจจัยบวกต่อความพยายามที่จะขจัดการทุจริตให้หมดไปจากสังคมไทย หากภาคราชการดำเนินนโยบายถอนรากถอนโคนการคอร์รัปชั่น และสอดประสานไปกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ก็เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการสร้างสังคมที่สะอาด โปร่งใส ปลอดจากภัยคอร์รัปชั่น

สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต คณะอนุกรรมการพิจารณาราคาสินค้านม จัดงานประชุมระดับชาติประจำปี ครั้งที่ 5 หัวข้อ “บทบาทความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนในการต่อสู้คอร์รัปชั่น” โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 400 คน มีวิทยากรรับเชิญที่เป็นผู้นำในระดับโลกในการต่อต้านทุจริตหลายคนเข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งสามารถนำมาทบทวนและปรับใช้กับการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในบ้านเราได้

คนแรก คือ  Gemma Aiolfi หัวหน้าศูนย์แนวร่วมปฏิบัติระหว่างประเทศ สถาบันธรรมาภิบาลบาเซิล (Basel) คนที่สอง คือ  Jesus Estanislao ประธานสถาบันกรรมการบริษัทฟิลิปปินส์ และคนที่สาม คือ  Samuel Paul ประธานศูนย์กิจการภาครัฐ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย

Gemma บอกว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการมองและกำหนดแผนการขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นแบบองค์รวม (Holistic Approach) มากขึ้น โดยแนวทางนี้จะมองว่าปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้เกิดจากภาครัฐในฐานะผู้เรียกหรือผู้รับสินบน หรือเกิดจากภาคเอกชนที่เป็นผู้จ่ายแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพฤติกรรมสังคม ดังนั้นการแก้ปัญหาให้ยั่งยืนไม่อาจแยกเป็นส่วนๆ ได้ แต่ต้องดำเนินการอย่างสอดคล้องกันโดยผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ในต่างประเทศได้ดำเนินการเพื่อจัดการกับปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วยการจัดตั้งแนวร่วมปฏิบัติ ทั้งในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับของ CAC ของเราและในรูปแบบอื่นๆ รวมถึงมีการนำสัญญาคุณธรรม หรือ Integrity Pact มาใช้ในหลายประเทศ ทั้งในแอฟริกาและในเอเชีย Gemma บอกว่า หากประเทศต่างๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการระหว่างกันได้ เพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีการไหนใช้ได้ผลดี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการต่อต้านทุจริตให้สูงขึ้น

ทั้งนี้ แนวร่วมปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตอาจเกิดจากการรวมตัว โดยกลุ่มบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะภายในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เครือข่ายต่อต้านการทุจริตของธุรกิจการเดินเรือทะล (Maritime Anti-CorruptionNetwork) นอกจากการรวมตัวของบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อยู่ในประเทศเหมือน CAC ของเราขณะนี้ นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่อาจจะจับมือกับซัพพลายเออร์ของตน เพื่อยกระดับมาตรฐานของซัพพลายเออร์ ในการทำธุรกิจอย่างสะอาดปลอดคอร์รัปชั่น เช่น กรณีประเทศอาร์เจนตินา

 Gemma บอกว่า ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ขบวนการหรือความริเริ่มในการต่อต้านทุจริตประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนก็คือ ความสามารถในการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้เสีย เพราะในการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นนั้น กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีความหลากหลายต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งการที่คนหมู่มากจะมาทำงานร่วมกันได้ดีนั้น ต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจร่วมกันและสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งบางครั้งก็อาจจำเป็นต้องมีคนกลาง (Neutral Facilitator) มาทำหน้าที่ประสานงานระหว่างกลุ่มต่างๆ ซึ่งหน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่นี้ควรจะเป็น NGO ที่มีความเข้มแข็งและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

นอกจากนี้ Gemma บอกว่า อีกปัจจัยที่สำคัญมาก ก็คือตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่จะเข้ามาร่วมประชุมเพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตจะต้องเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่พอและมีอำนาจตัดสินใจในหน่วยงานตัวเองได้เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกัน

ทั้งนี้ Gemma บอกว่าปัญหาหนึ่งที่พบในทุกๆ ที่ก็คือบริษัทต่างๆ ลังเลที่จะเข้ามาเป็นแนวหน้าของโครงการต่อต้านทุจริต และต่างก็รอดูท่าทีกันไปมา ว่าคู่แข่งจะเข้าร่วมหรือไม่ วิธีการจัดการกับปัญหานี้ ก็คือต้องพยายามนำบริษัทที่มีกลไกการดูแลกิจการของตัวเองดีอยู่แล้วเข้าร่วมก่อน และผลักดันให้บริษัทอื่นๆ เช่น ซัพพลายเออร์ หรือคู่แข่งที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกันให้เข้ามาร่วมโครงการ หรือถ้าจะมุ่งไปที่ระดับอุตสาหกรรมก็ต้องพยายามนำผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมให้เข้ามาร่วมให้ได้ก่อน แล้วผู้เล่นระดับรองๆ ก็จะตามเข้ามาเอง

 Gemma เสนอว่า แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและไทยอาจนำไปปรับใช้ก็คือการสร้างกลไกการรายงานระดับสูง (High-level reporting mechanism) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการดำเนินโครงการนำร่องกับการก่อสร้างถนนในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งดำเนินการมาแล้วประมาณ 1 ปี และมีแนวโน้มจะไปได้ดี การที่รัฐบาลโคลอมเบียนำกลไกนี้มาใช้ก็เพื่อสร้างความโปร่งใส และลดความเสี่ยงเรื่องคอร์รัปชั่นเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการนี้ โดยในกลไกดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประมูลทุกคนต้องลงนามในสัญญาคุณธรรม ซึ่งรับรองกลไก High-level reporting ให้เป็นเครื่องมือสำหรับรายงานเมื่อเกิดเหตุให้รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

บริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถรายงานได้ทันที เมื่อเห็นว่าเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดทุจริตขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินโครงการโปร่งใสมากขึ้น และข้อดีอีกประการก็คือ กลไกนี้จะมีกระบวนการสอบสวนรายงานที่เข้ามาและหาข้อสรุปให้ได้รวดเร็วโดยที่งานยังสามารถเดินต่อไปได้จนเสร็จ ซึ่งจะต่างกับหลายๆ โครงการในอดีต ที่เมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการทุจริต ก็ทำให้กระบวนการก่อสร้างต้องหยุดลงทั้งหมด และสุดท้ายโครงการก็สร้างไม่สำเร็จและล้มพับไป

Gemma บอกว่า ประเทศอื่นๆ เช่น ปานามา หรือประเทศในกลุ่มบอลติก ก็กำลังศึกษากลไกนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งเธอมองว่าน่าจะเหมาะกับประเทศที่กำลังมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างประเทศไทย

สำหรับมุมมองอีกสองท่านติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท