
แอลพีจีจากชีวมวล
ปัจจุบัน “เซรามิก” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศถึงปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบัน “เซรามิก” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศถึงปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมาธุรกิจเซรามิกต้องเผชิญภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซหุงต้ม (แอลพีจีและก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี)) ในการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 60% และมีแนวโน้มจะยิ่งสูงขึ้นอีกในอนาคต ทำให้ผู้ประกอบการเสียเปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการพัฒนาเชื้อเพลิงก๊าซชีวมวลสำหรับอุตสาหกรรมเผาอุณหภูมิสูง (เซรามิก) เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบผลิตเชื้อเพลิงจากชีวมวลในระดับชุมชนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนแอลพีจี ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมแก้วและกระจก ด้วยการใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นเชื้อเพลิง เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานและส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิกขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)
ผศ.ดร.อนุชา พรมวังขวา ผู้จัดการโครงการพัฒนาเชื้อเพลิงก๊าซจากชีวมวลสำหรับอุตสาหกรรมเผา อุณหภูมิสูง (เซรามิก) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซรามิกได้พยายามปรับตัวโดยนำระบบ Gasifier ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงก๊าชจากชีวมวลมาใช้ ร่วมกับระบบเดิมที่ใช้แอลพีจีและเอ็นจีวีในกระบวนการผลิต แต่สามารถลดการใช้ก๊าชดังกล่าวได้บางส่วนเท่านั้น เพราะระบบ Gasifier ให้ความร้อนได้เพียง 800 องศาเซลเซียส ไม่เพียงพอต่อการใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิกที่ใช้ความร้อนถึง 1,200 องศาเซสเซียส
ดังนั้น มช. จึงได้ศึกษาและพัฒนาระบบ Gasifier เพื่อเป็นแหล่งจ่ายพลังงานความร้อนให้เตาเผาเดิมแทนการใช้แอลพีจีได้ 100% และใช้ชีวมวลที่หาได้ในชุมชนเป็นแหล่งเชื้อเพลิง ซึ่งจากการทดสอบพบว่า สามารถผลิตก๊าซที่มีอุณหภูมิได้สูงกว่า 1,230 องศาเซสเซียส และทางโครงการได้นำร่องทดสอบระบบต้นแบบที่โรงงานกระเบื้องดินเผา ลำปางไทย จ.ลำปาง กับเตาเซรามิกแบบซัตเติ้ล ขนาด 4 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้ไม้สับจำนวน 1,760 กิโลกรัม (กก.)/1 รอบการเผา สามารถลดการใช้แอลพีจีได้ 220 กก./1 รอบการเผา คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 3,940 บาท ซึ่งหากนำระบบต้นแบบดังกล่าวไปใช้กับเตาเซรามิกแบบซัลเติ้ลที่มีอยู่ทั่วประเทศจำนวนกว่า 800 เตา จะทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงแอลพีจีได้กว่า 3 หมื่นตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าถึง 900 ล้านบาท/ปี
“นอกเหนือจากการใช้ไม้สับแล้ว ขณะนี้ทาง มช.ยังอยู่ระหว่างการทดลองนำไม้อัดเม็ด (Wood pellets) ขยะอัดเม็ด (RDF5) ที่ทำจากส่วนผสมของกระดาษ ถุงพลาสติก ใบไม้แห้ง และแกลบ นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกับเตาเผาเซรามิก และจะเผยแพร่ความรู้รวมถึงรวบรวมให้ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดังกล่าวป้อนให้โรงงานเซรามิกเพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทางด้วย”
ด้าน ธนโชติ วนาวัฒน์ ผู้จัดการบริษัท กระเบื้องดินเผา ลำปางไทย กล่าวว่า โครงการนี้นอกจากจะช่วยการนำระบบแก๊สชีวมวลมาทดลองใช้ที่โรงงานในครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะนอกจากจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงแล้ว ยังเป็นการนำวัสดุที่เหลือใช้ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย อีกทั้งคุณภาพการเผากระเบื้องที่ได้ ก็ไม่แตกต่างจากการใช้แอลพีจีที่มีราคาสูงมาก จากการปรับปรุงระบบในครั้งนี้ทำให้โรงงานสามารถลดการใช้แอลพีจี ได้เฉลี่ยวันละ 220 ก.ก. และหากโรงงานนำระบบดังกล่าวมาใช้แทนแอลพีจีได้ทั้งหมดาจะช่วยประหยัดค่าแอลพีจีได้เดือนละ 118,200 บาทงหากภาครัฐส่งเสริมและให้ความรู้กับผู้ประกอบการต่อเนื่อง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้อุตสาหกรรมเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินการต่อไปได้







