
หน้าที่เกี่ยวกับมรดก
ระยะนี้มีการพูดถึงการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษาหารือกันถึงข้อดีข้อเสียว่าเหมาะสมหรือไม่
ระยะนี้มีการพูดถึงการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษาหารือกันถึงข้อดีข้อเสียว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งไม่ว่ากฎหมายมรดกจะเหมาะกับประเทศไทย กับวัฒนธรรม และกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือไม่ก็ตาม วันนี้ MQ ขอนำเอาเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างบุตรธิดากับบิดามารดามาคุยกัน เพราะในทางธรรมะก็มีการกล่าวถึงเรื่องของการให้ทรัพย์มรดกไว้ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องภาษีมรดก แต่ก็ถือเป็นความรู้ เป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ดีระหว่างบุคคลในครอบครัว ในทางธรรมะนั้นเรื่องนี้อยู่ในเรื่องของทิศ 6
“ทิศ” หมายถึง “ด้าน” หรือ “ข้าง” บุคคล 6 จำพวก มีมารดาบิดา เป็นต้น เหล่านี้ปรากฏเกี่ยวข้องอยู่รอบด้าน จึงได้นามว่า “ทิศ” เป็นหลักปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรา คือ มารดาบิดา/อาจารย์/บุตรภรรยา/มิตร/บ่าว/สมณพราหมณ์ โดยในที่นี้ขอยกมาเพียงทิศเบื้องหน้าและทิศเบื้องหลัง คือ มารดาบิดาและบุตรภรรยาเท่านั้น ที่บุตรภรรยามาเป็นทิศเบื้องหลัง เพราะตามหลังมารดาบิดามาภายหลัง แต่ในที่นี้จะขอแสดงเฉพาะบุตร
บิดามารดาผู้เป็นบุพการี คือ ผู้อนุเคราะห์ก่อน ควรอนุเคราะห์บุตรธิดาด้วยสถาน 5 คือ
1.ห้ามไม่ให้ทำชั่ว ปาปา นิวาเรนฺติ
2.ให้ตั้งอยู่ในความดี กลฺยาเน นิเลเสนฺติ
3.ให้ศึกษาศิลปวิทยา สิปฺปํ สิกฺขาเปนฺติ
4.หาภรรยา (สามี) ที่เหมาะสมควรให้ ปฏิรูเปน ทาเรน สญฺโญเชนฺติ
5.มอบทรัพย์ให้ในสมัย สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทนฺติ
เรื่องของมรดกก็คือเรื่องการมอบทรัพย์ให้ในสมัยนั่นเอง ซึ่งท่านอธิบายไว้ว่ามี 2 ส่วน คือ
มอบให้เสมอเป็นนิตย์ เพื่อให้บุตรธิดาของตนจะได้ใช้สอยเลี้ยงชีวิตส่วนหนึ่ง
ให้เป็นครั้งคราว เช่น ให้ในเวลาแต่งงานและการมงคลต่างๆ หรือให้ในเวลาที่ตนจะใกล้ตายส่วนหนึ่ง
ดังนั้น การมอบทรัพย์ให้นั้นไม่ใช่ทำกับเฉพาะเมื่อตนตายหรือใกล้ตายเท่านั้น บิดามารดาควรให้ทรัพย์แก่บุตรธิดาเป็นนิตย์เพื่อการใช้สอย ซึ่งการให้ประเภทนี้จำเป็นยิ่งต่อบุตรธิดาเมื่อเขาอยู่ในวัยเด็ก ยังไม่สามารถประกอบอาชีพหาทรัพย์เลี้ยงตนเองได้ อย่างไรก็ตาม แม้ลูกประกอบอาชีพได้แล้วก็ไม่เห็นท่านยกเว้นไว้ ทั้งนี้ผู้เขียนคิดว่าการให้เป็นเครื่องทำให้ระลึกถึงกัน เป็นการแสดงความรักความปรารถนาดีอย่างหนึ่ง ดังนั้นแม้ลูกจะไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์ของบิดามารดาเพื่อดำรงชีวิต แต่การที่บิดามารดายังคงมอบทรัพย์ให้อยู่เป็นนิตย์นั้นก็ยังเป็นประโยชน์ เพราะเป็นการแสดงความห่วงใย บางครั้งจำนวนเงินทองก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญนั้น แต่เป็นคุณค่าทางจิตใจมากกว่า
นอกจากนั้น บิดามารดายังควรให้เป็นครั้งคราวด้วย คือ เมื่อเป็นกาลที่เหมาะ เช่น ในงานมงคล ในโอกาสต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งรวมถึงมรดกที่ให้เมื่อใกล้เสียชีวิตด้วย ซึ่งการให้เป็นครั้งคราวนั้นก็มักจะให้ปริมาณที่เป็นกอบเป็นกำกว่าการให้ประเภทแรก การที่มารดาบิดาที่มอบทรัพย์ให้แก่บุตรธิดาในสมัยทั้งสองนี้ ชื่อว่ามอบทรัพย์ให้ในสมัย ซึ่งการมอบทรัพย์ให้นั้น ก็แล้วแต่ว่าบิดามารดามีฐานะอย่างไร ก็ให้ก็ตามฐานะตามที่ตนสามารถทำได้
เมื่อบุตรธิดาได้รับการอนุเคราะห์แล้ว ก็ควรอนุเคราะห์มารดาบิดาตอบด้วยการบำรุงท่านโดยสถานทั้ง 5 คือ
1.ท่านได้เลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบแทน ภโต เนสํ ภริสฺสามิ
2.ทำกิจของท่าน กิจฺจํ เนสํ กริสฺสามิ
3.ดำรงวงศ์ตระกูล กุลวํสํ ฐเปสฺสามิ
4.ประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับทรัพย์มรดก ทายชฺชํ ปฏิปชฺชามิ
5.เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน อถฺวา ปน เปตานํ กาลกตานํ ทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺมามิ
ที่น่าสนใจก็คือ บุตรธิดาผู้ซึ่งประพฤติตนสมควรรับทรัพย์มรดกของมารดาบิดา ควรมีลักษณะอย่างไร? ท่านแสดงไว้ว่าต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี สุภาพเรียบร้อย เว้นจากอบายมุขทั้ง 6 อันเป็นทางแห่งความเสื่อม (อบายมุข 6 ได้แก่ การดื่มน้ำเมา การเที่ยวกลางคืน การดูการเล่น การเล่นการพนัน การคบคนชั่วเป็นมิตร การเกียจคร้านทำการงาน) บุตรธิดาผู้มีความประพฤติดี เป็นที่ไว้วางใจว่าจะไม่ทำลายทรัพย์มรดกของบิดามารดานั้นให้พินาศไป เช่นนี้ชื่อว่าประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับทรัพย์มรดก
ดังนั้น ทั้งผู้ให้และผู้รับมรดกล้วนมีหน้าที่ที่ตนควรกระทำให้เหมาะสม ส่วนจะต้องเสียภาษีหรือไม่คงต้องดูกันต่อไป ...







