posttoday
กุญแจดับไฟใต้...

กุญแจดับไฟใต้...

30 พฤศจิกายน 2557

อีกภารกิจที่ท้าทายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในปัจจุบัน คือ การเข้ามาแก้ไขปัญหา

อีกภารกิจที่ท้าทายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในปัจจุบัน คือ การเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังลุกโชน แม้ “อนุสิษฐ คุณากร” จะมีเวลาเพียง 1 ปีบนเก้าอี้ตัวนี้ แต่เจ้าตัวได้ประกาศอย่างมั่นใจว่าจะเข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ และตั้งเป้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและบูรณาการอย่างแท้จริง

“อนุสิษฐ” บอกว่า เป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่กันอย่างสันติสุข โดยเฉพาะการลดการใช้ความรุนแรง ซึ่งมั่นใจว่ากลไกในปัจจุบันที่ใช้ในการขับเคลื่อนในขณะนี้มาถูกทาง โดยทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายความมั่นคง เน้นการพัฒนาทั้งสิ้น

ในขณะนี้ได้มีแผนปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ชัดเจน ด้วยการบริหารงบประมาณ ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงที่ คสช.เข้ามาดำเนินการก่อนจะมีรัฐบาล และส่งมอบงานต่อให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายต่อให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลปัญหาดังกล่าวในปัจจุบัน

“วันนี้เราภาครัฐมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในระดับชุมชนเป็นหลัก ด้วยการให้กองทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ไปสำรวจดูความต้องการของชุมชนว่าต้องการให้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นเมื่อมีงบประมาณปี 2558 ออกมาใช้แล้วที่จัดสรรให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะนำงบดังกล่าวไปวางทาบกับความต้องการของประชาชน ในการดำเนินการโครงการหรือแผนงานต่างๆ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลทราบความต้องการของประชาชนดี พร้อมๆ กับการปรับโครงการหรือแผนให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ในการบรรลุเป้าหมายของการแก้ไขปัญหานั้น “อนุสิษฐ” อธิบายว่า ทางภาครัฐมีกลไกสำคัญผ่านการจัดกลุ่มภารกิจงาน 7 กลุ่มงาน คือ 1.การรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบ 2.กระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา โดยมีกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบ 3.การสร้างความเข้าใจ มีกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบ 4.การศึกษาศิลปวัฒนธรรม มีกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ 5.กระบวนการพัฒนาวิถีชีวิต มีกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ 6.การพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ และ 7.การแสวงหาทางออก มี สมช.รับผิดชอบ

ขณะที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพเป็นเพียงกระบวนการ หรือทางเลือกหนึ่งเท่านั้น และกลุ่มคนที่เห็นต่างและคนที่เห็นด้วย ทั้งประชาชนในพื้นที่ หรือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง รวมถึงกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ภายนอกประเทศ สามารถจะเข้ามาร่วมกันพูดคุยและหาทางออกด้วยกัน

“ผมว่าความแตกต่างสำคัญ คือ จะบริหารความแตกต่างอย่างไร คำตอบคือ ในความแตกต่างเหล่านั้น เราเห็นเป้าหมายสำคัญที่สุดเหมือนกันหรือไม่ คือ ความสงบความสันติสุข ความเจริญก้าวหน้า ความมีอิสระในการดำรงชีวิตและความอยู่รอดปลอดภัยนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นความแตกต่างไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาคิด แต่เราจะนำความแตกต่างระหว่างเรานี้มาสู่เป้าหมายร่วมกันได้อย่างไรมากกว่า เพราะความแตกต่างในพื้นที่ ทั้งคนที่ใช้ความรุนแรง คนที่คิดต่างๆ สุดท้ายก็กลับมาสู่เป้าหมายที่ว่ามา คือ ต้องการสันติสุข”

“อนุสิษฐ” กล่าวว่า ในการดำเนินการยุทธศาสตร์หรือนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกวันนี้ทาง สมช.พูดคุยกับคนทุกกลุ่มที่มีความคิดต่างมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละกลุ่มคนย่อมมีความแตกต่างในเป้าหมายของตัวเอง และในแต่ละกลุ่มคนด้วย ขณะที่รัฐไทยก็มีเป้าหมายที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของประเทศ คือ อยู่บนรัฐธรรมนูญ รัฐไทยไม่อาจจะทำอย่างอื่นไปได้

ขณะเดียวกัน ประชาชนคนไทยทุกคนก็ทราบดี และการที่ทหารลงไปในพื้นที่ เพื่อปกป้องความไม่สงบ ปกป้องการใช้ความรุนแรง แล้วถ้าสามารถหยุดการใช้ความรุนแรงลงได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ ณ วันนี้ กลับกำลังอยู่ในวังวน แล้วกระบวนการต่างๆ จะนำไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร ดังนั้นคนที่คิดต่างในทุกๆ กลุ่มต้องมานั่งพูดคุยกัน

“วันนี้เป้าหมายใหญ่ของการพูดคุยสันติภาพ และถ้ามีความคิดเห็นที่ตรงกันก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดสิ่งใดต่อกันแม้ฝ่ายหนึ่งจะพยายามใช้ความรุนแรง แต่ยอมรับว่าเพราะคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าเครื่องมือที่กำลังใช้อยู่ คือ ความรุนแรง จะนำไปสู่เป้าหมายของตัวเองได้ ขณะที่ภาครัฐเมื่อเข้าใจว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งมีเป้าหมายอย่างไรในการพูดคุยทั้งภาครัฐ หรืออีกฝ่ายหนึ่งต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน” อนุสิษฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่อยากฝากต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรง คือ คนกลุ่มนี้จะใช้ความรุนแรงกันไปตลอดโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงไปเมื่อไร หรือต้องการความสงบสันติ เพราะจริงๆ แล้วเราต่างเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันทั้งนั้น จะใช้ความรุนแรงกันต่อไปทำไม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท