
จริยะรัฐศาสตร์ ๕ : เลือกตั้ง สรรหา และคัดสรร
นักการเมืองที่ดีหาไม่ยาก แต่ต้องมีวิธีที่ดีด้วย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
นักการเมืองที่ดีหาไม่ยาก แต่ต้องมีวิธีที่ดีด้วย
ผู้เขียนเป็นนักวิชาการแบบ “สองบวกหนึ่ง” (Two Plus One) คือจบปริญญาตรีด้านการบริหารงานบุคคล และปริญญาโทด้านการปกครอง แล้วยังแถมด้วยการเลือกเรียนกลุ่มวิชาเสริมคือการเมืองระหว่างประเทศ จึงต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว “คน” ในทั้ง 3 ระดับ คือระดับบุคคล ระดับสังคมในประเทศ และระดับสังคมต่างประเทศ
ในวิชาการบริหารงานบุคคล กล่าวถึงการบริหารงานมนุษย์ 4 แบบ ก็ต้องใช้วิธีบริหาร 4 อย่างแตกต่างกันไป
แบบแรกคือ “มนุษย์แรงงาน” ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน งานก่อสร้าง งานไร่นา งานประมง งานปศุสัตว์ รวมถึงงานที่ต้องการการบังคับบัญชาอย่างเด็ดขาด เช่น ตำรวจ ทหาร กลุ่มนี้ต้องใช้การกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความมั่นคงปลอดภัย
แบบที่สองคือ “มนุษย์บริการ” ได้แก่ พนักงานห้างร้านบริษัท พนักงานขาย พนักงานธนาคารและอาชีพบริการต่างๆ รวมถึงข้าราชการในยุคใหม่ที่เน้นการให้บริการเป็นสำคัญ กลุ่มนี้ต้องใช้การฝึกฝนอบรม การสอนงาน การเสริมสร้างทัศนคติ และการพัฒนาบุคลิกภาพ
แบบที่สามคือ “มนุษย์ปัญญา” ได้แก่ ครู อาจารย์ นักวิชาการ นักบริหารด้านยุทธศาสตร์หรือนโยบายและแผน ตลอดจนที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย กลุ่มนี้ต้องใช้การปรึกษาหารือ การขอความร่วมมือ การยกย่องให้เกียรติ และการเห็นคุณค่าด้านชื่อเสียง
และแบบที่สี่ “มนุษย์อุดมการณ์” ได้แก่ นักคิด นักเขียน ศิลปิน สื่อมวลชน(แท้ๆ) นักเคลื่อนไหว นักการเมือง(ดีๆ) ซึ่งรวมถึงนักพรตนักบวชที่อุทิศตนเพื่อศาสนาและลัทธิความเชื่อต่างๆ นั้นด้วย คนกลุ่มนี้ควบคุมไม่ได้ ต้องให้อิสระและเสรีภาพพอควร ไม่ต่อต้านโจมตี แต่ควรคัดง้างด้วยการชี้แจงเหตุผลของแต่ละฝ่าย ในแนวทางสันติ และการยอมรับในกันและกัน
การได้มาของมนุษย์แต่ละแบบก็มีความแตกต่างกันเช่นกัน อย่างเช่น มนุษย์แรงงาน ก็ต้องเอาคนที่แข็งแรง เชื่อฟัง และมีระเบียบวินัย ส่วนมนุษย์บริการ ก็ต้องเอาคนที่มีทัศนคติดี มีความพร้อมที่จะให้บริการ และชอบการฝึกฝนอบรม สำหรับมนุษย์ปัญญา ก็ต้องให้เกียรติกันและกัน มีความอดกลั้นอดทน และให้ถูกประเภทกับความรู้และความเชี่ยวชาญ ส่วนมนุษย์อุดมการณ์ ก็ต้องใช้ความใจกว้าง การชื่นชม การให้ความสนใจ และการเข้าหาอย่างมิตร
ตอนที่เรียนวิชาบริหารงานบุคคลนั่นเอง ท่านอาจารย์ผู้สอนได้ยกตัวอย่างการหากุนซือของเล่าปี่ ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้ขงเบ้งมาร่วมงาน บ้านขงเบ้งก็เดินทางไปลำบาก อยู่บนเขา ห่างไกลผู้คน ต้องเทียวไปเทียวมาหลายครั้ง บางทีมาถึงตัวเจ้าของบ้านก็อยู่ แต่ไม่ออกมาพบ ที่สุดก็ออกมาพบและรับเป็นที่ปรึกษาให้เล่าปี่ ทั้งนี้ขงเบ้งได้ให้เหตุผลว่า ต้องการที่จะพิสูจน์ความอดทนและความต้องการที่แท้จริงของเล่าปี่ เมื่อได้เห็นทั้งสองสิ่งนั้นแล้วจึงตกลงใจ
ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมากถึง “การหาและใช้คน” แต่ในบทความนี้ต้องการเน้นที่การได้มาซึ่ง “นักการเมืองที่ดี” จึงขอรวบรัดมาที่กระบวนการและวิธีการในการได้มาซึ่งคนพวกนี้
ผู้เขียนตั้งโจทย์ว่า “การเลือกตั้ง การสรรหา และการคัดสรร” ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าในแต่ละกระบวนการของการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง จะมี “จุดเด่นจุดด้อย” ต่างกันอยู่หลายเรื่อง ซึ่งท่านผู้อ่านคงจะต้องใช้วิจารณญาณเอาเองว่าจะเห็นชอบในกระบวนการใด อย่างไร แต่ผู้เขียนนั้นมี “ข้อตกลงใจ” อยู่แล้ว โดยจะไปเฉลยไว้ในตอนท้าย
ขอเริ่มต้นด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือ “การเลือกตั้ง” ที่ใช้แค่วิจารณญาณของ “ผู้เลือกตั้ง” สาระสำคัญก็คือการกำหนด “คุณสมบัติ” ของทั้งผู้สมัคร(รับเลือกตั้ง)และผู้(ลงคะแนนเสียง)เลือกตั้ง ว่าจะต้องการคนแบบไหน(สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง) และจะให้รับผิดชอบต่อผู้เลือกตั้งนั้นอย่างไร ซึ่งปัญหาของประเทศไทยก็คือ แม้ว่าจะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้อย่างละเอียดและวิเศษสุดแล้ว แต่ก็ไม่สามารถสร้างความรับผิดชอบต่อผู้เลือกตั้งขึ้นมาได้
ในวิชาการบริหารงานบุคคลกล่าวว่า การได้มาซึ่งการบุคคลระดับอุดมการณ์ ซึ่งก็คือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี้ จำเป็นจะต้องมี “แบบทดสอบอุดมการณ์” ที่ดีที่สุดก็คือ “ผลงานในการทำงานเพื่อส่วนรวม” ร่วมกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ที่ดูได้จากพฤติกรรมในเวลาที่ผ่านมาของคนเหล่านี้ ซึ่งจะพิสูจน์ได้จาก “ข้อวิพากษ์” ที่ต้องเปิดให้สาธารณชน “ติชม” อย่างเต็มที่
สำหรับ “การสรรหา” เป็นวิธีการที่ยากกว่าการเลือกตั้งอยู่พอควร เพราะต้องมีการตั้ง “ผู้สรรหา” ให้เป็นยอมรับและน่าเชื่อถือ แต่ที่ยากไปกว่านั้นคือ “เกณฑ์” ในการสรรหา ที่จะต้องกำหนดทั้งกระบวนการการได้มาและคุณสมบัติของผู้ถูกสรรหา แต่ก็มีวิธีที่ “นุ่มนวล” กว่าการที่จะให้มีคณะผู้สรรหาที่อาจจะมองว่าคับแคบเกินไป โดยการขยายฐานคณะผู้สรรหาให้กว้างออกไป อย่างที่สหรัฐอเมริกาใช้ระบบ Electoral Vote (ที่มีผู้แปลเป็นไทยว่า “คณะผู้เลือกตั้ง” แต่ก็ใช้เฉพาะตำแหน่งที่สำคัญ เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดี) เพื่อมาครอบ Popular Vote ที่ใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวไว้อีกชั้นหนึ่ง
ทราบมาว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย ทางคณะอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. กำลังจะให้มีระบบการเลือกตั้งโดยการสรรหาผ่านกลุ่มอาชีพ เพื่อให้มาแทนการสรรหาโดยคณะบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ที่เคยใช้มาและถูกโจมตีเป็นอย่างมาก ซึ่งก็คงจะอาศัยแนวคิดที่ต้องการสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมนั่นเอง
ส่วน “การคัดสรร” เป็นวิธีการที่ค่อนข้างยาก เพราะต้องอาศัยกระบวนการแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เหมือนวิวัฒนาการในธรรมชาติทั้งหลาย ในทางรัฐศาสตร์ก็คือ “การคัดสรรโดยสังคม” อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Socialization คือบุคคลที่จะมาทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมจะต้องผ่านการคัดสรรโดยคนในแต่ละสังคมนั้นๆ นั่นเอง ระบบนี้จะใช้กันมากในการเมืองการปกครองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะประเทศที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ หรือสังคมระดับชุมชนได้เติบโตและเข้มแข็งมาก่อนความเป็นรัฐรวม อย่างประเทศในยุโรปต่างๆ
ปัญหาของประเทศไทยก็คือ คิดเอาแต่ให้ง่ายและอ้างเหตุผลความเป็นสากล โดยเน้นที่การเลือกตั้ง แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วพี่น้องต้องฆ่ากัน คนในหมู่บ้านตำบลเดียวกันมองหน้ากันไม่ได้ หรือใช้ระบบมอมเมาสร้างภาพ “ความนิยมลวงคนดีจอมปลอม” แล้วมาทุจริตถอนทุนกันอย่างนี้
ก็น่าจะลองวิธีที่ยากขึ้น แต่ก็จะได้คนดียิ่งขึ้น







