posttoday
สมช.ต้องไม่เป็นเสือกระดาษ

สมช.ต้องไม่เป็นเสือกระดาษ

30 พฤศจิกายน 2557

ระดับงานด้านความมั่นคงต้องทบทวนและเปลี่ยนแปลง มิใช่นำเรื่องความมั่นคงซ่อนตัวอยู่ข้างหลังแบบเดิมๆ อีกต่อไป

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ในยุคที่การบริหารประเทศโดยมีทหารนำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งานด้านรักษาความมั่นคงจึงสำคัญมากและแทรกซึมในทุกมิติ เพื่อนำมาใช้เปลี่ยนผ่านการเมืองการปกครองและจัดการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารประเทศใหม่ ดังนั้นหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับมันสมองอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ย่อมมีบทบาทสำคัญด้วย “อนุสิษฐ คุณากร” เลขาธิการ สมช.คนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” เกี่ยวกับภารกิจงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้

“อนุสิษฐ” อธิบายถึงงานด้านความมั่นคงในปี 2558 ว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีกำชับตลอดว่า สมช.ต้องนำ ต้องทำให้เกิดหรือเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเกิดขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นใน 1 ปีนี้ ที่สำคัญต้องสามารถก้าวข้ามความขัดแย้ง ก้าวข้ามปัญหาการเมืองแบบเดิมๆ ในอดีต เพื่อจะได้สร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของคนไทยในอนาคต

“ที่ผ่านมาเราอยู่บนความขัดแย้ง การแย่งชิงผลประโยชน์ สถานการณ์การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ แม้กระทั่งในระดับชุมชนท้องถิ่นยังขัดแย้งกัน เกิดการทุจริตมากมาย ประเด็นเหล่านี้ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามไปให้ได้ ดังนั้นในระดับงานด้านความมั่นคงต้องทบทวนและเปลี่ยนแปลง นั่นคือการนำมิติด้านความมั่นคงมาผนวกรวมกับงานพัฒนาประเทศทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง มิใช่นำเรื่องความมั่นคงซ่อนตัวอยู่ข้างหลังแบบเดิมๆ อีกต่อไป ดังนั้นจากนี้ไป สมช.จะไม่ใช่แค่เสือกระดาษอีกต่อไป”

อนุสิษฐ ย้ำว่า จุดเปลี่ยนผ่านอันสำคัญของงาน สมช. จากเดิมที่เป็นงานด้านความมั่นคงในอดีตทำงานแบบปิดทองหลังพระ แสดงตัวก็ไม่ได้ งบประมาณหรือเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ก็ไม่ชัดเจน แต่ ณ วันนี้เกิดความท้าทายว่า เมื่องานความมั่นคงต้องไปอยู่ในทุกๆ มิติ งานความมั่นคงจากนี้ไปต้องแสดงตัวตน ต้องบอกต่อสังคมว่าจะทำอะไร และจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้ได้อย่างไร

ดังนั้น ในอนาคตงานเศรษฐกิจกับงานด้านความมั่นคงจะแยกกันไม่ออก กล่าวคือ สมช.ต้องทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดังเช่นการร่วมเป็นสถาปนิกออกแบบและสร้างบ้านด้วยกัน ต้องร่วมกันทำ เช่น การวางระบบไฟฟ้า หรือการวางระบบป้องกันขโมย ดังนั้นแม้ว่าประเทศจะมั่งคั่งร่ำรวยขนาดไหน แต่หากระบบความมั่นคงไม่เข้มแข็งย่อมเสี่ยงต่อการถูกจารกรรมและทำลายได้

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปของรัฐบาล “อนุสิษฐ บอกว่า ทาง สมช.เองก็กำลังปฏิรูปองค์กรตัวเองเช่นกัน คือ การทบทวน พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ และในระยะต่อไปจะทำอย่างไรให้บทบาทและข้อเสนอแนะของ สมช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภา สมช. จะได้รับการยอมรับหรือนำไปดำเนินการในการบริหารราชการแผ่นดิน และโครงสร้างหรือองค์ประกอบของ สมช. มีหลายกระทรวงยังไม่เกิดขึ้น แต่กลับเกิดปัญหาด้านความมั่นคงตามมา เช่น ปัญหาไซเบอร์ซีเคียวริตี้ หรือตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ปัจจุบันเกิดปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิทธิมนุษยชน

“สิ่งที่จะปฏิรูปคงเป็นเรื่องของโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ เริ่มจากการปรับองค์ประกอบในเชิงภารกิจ อำนาจหน้าที่ของสำนักงาน สมช. วิธีปรับคือ ต้องให้งานด้านความมั่นคงเข้าไปอยู่ในงานการบริหารราชการแผ่นดิน และการทำงานด้านความมั่นคงต้องไปสอดรับกับมิติความมั่นคงทุกๆ ด้าน ทุกๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยไม่ใช่การนำนโยบายไปครอบงานเดิมของแต่ละกระทรวง แต่ไปด้วยเนื้อหา สาระ หรือยุทธศาสตร์งานด้านความมั่นคงเป็นหลัก เพราะ สมช.เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะมันสมอง นักยุทธศาสตร์ หรือนักความมั่นคงของชาติ”

สำหรับร่างกฎหมาย สมช.ฉบับใหม่ จะมีงานตามภารกิจและยุทธศาสตร์รองรับงานเหล่านี้อยู่ โดยภารกิจงานด้านความมั่นคงจะนำไปผนวกรวมกับการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณร่วมด้วย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยหลักงานด้านความมั่นคงคือกิ่งหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ นี่คือนโยบายสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำชับมาโดยตลอดว่า ต้องนำมิติด้านความมั่นคงเข้าไปผนวกกับมิติด้านอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

ยิ่งในยุครัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญสูงอย่างมาก เรื่องเศรษฐกิจกับความมั่นคงต้องควบคู่ไปด้วยกัน คือ ในระยะจากนี้ไปการบริหารงานเศรษฐกิจ ต้องเอางานด้านความมั่นคงมาให้มุมมอง หรือช่วยสนับสนุนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาชาติบ้านเมือง

เริ่มตั้งแต่ภารกิจที่ทาง สมช.ต้องไปทำงานคู่ขนาน หรือบัดดี้กับสำนักงบประมาณ สศช. ในการเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยดูแล หรือการพิจารณายุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ดังนั้นประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงจะสอดแทรกไปอยู่ในหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม เพราะแนวทางนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นต่อไปในการกำหนดทิศทางประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน

“ที่ผ่านมาการบริหารราชการในอดีต แม้จะมีมิติของความมั่นคงอยู่ แต่ในความมีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ยกระดับความสำคัญของปัญหาความมั่นคง บางเรื่องไม่ได้ถูกสะท้อนออกมา ดังนั้นหากมีกลไกฝ่ายความมั่นคงเข้าไปช่วยมอง ช่วยชี้เป้าหรือชี้ประเด็นต่างๆ จะช่วยสร้างความสมบูรณ์และสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับความมั่นคงไปด้วยกัน นำไปสู่การสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศ”

ทั้งนี้ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินหน้าเศรษฐกิจด้วยการนำมิติด้านความมั่นคงเข้าไปร่วมขับเคลื่อน คือ การให้ภาพและกระบวนการบริหารจัดการด้านความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายรัฐบาล ทาง สมช.จะให้มุมมองเกี่ยวกับประเด็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการชายแดน โดยจะเป็นมิติที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับการค้าการลงทุนใดๆ ซึ่งสิ่งที่ทาง สมช.สะท้อน คือ การเฝ้าระวังแนวชายแดนเป็นสิ่งที่ทาง สมช.ให้ความสำคัญ ด้วยการนำกลไกและเครื่องมือของภาครัฐที่มีอยู่นำมาใช้และเฝ้าระวัง

หากชายแดนเกิดปัญหาความมั่นคง ซึ่งหน่วยงานหรือกลไกรัฐเหล่านี้จะได้เข้าไปทำงานได้ทันท่วงที เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โรคระบาดสัตว์ โรคอุบัติใหม่ ที่อาจจะเกิดจากการเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี ภายใต้การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างผิดปกติ เช่น การอพยพข้ามแดนผิดกฎหมาย ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องเฝ้าระวังและสามารถจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยให้ได้

สิ่งสำคัญคือ การจัดทำระบบแจ้งเตือนเพื่อให้สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที นี่คือทิศทางสำคัญในการดูแลความมั่นคง โดยทุกหน่วยงานที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเฝ้าระวังองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทาง สมช.มีความพร้อมทั้งในแง่ทิศทางและความเชื่อมโยงกับองค์กรด้านความมั่นคงระหว่างประเทศย่อมต้องเกิดขึ้น ทั้งการกำหนดกรอบ ทิศทาง หลักเกณฑ์หรือการจัดระเบียบ เช่น การข้ามแดนระหว่างประเทศ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น

ขณะที่ขอบเขตงานใหม่ยังมีงานภัยพิบัติแห่งชาติด้วยที่ทาง สมช.ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ในกลไกการบริหารภัยพิบัติ หรือการต่อต้านการก่อการร้ายสากล กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวรุนแรงที่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วทุกมุมโลก ภัยร้ายบนโลก หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เป็นต้น ดังนั้นทาง สมช.ต้องมีความตื่นตัวอยู่ตลอด เพราะกระแสของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ยิ่งปัจจุบันโลกโดยเฉพาะโซเชียลมีเดียเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและไร้ตัวตน การใช้กฎหมายกำกับดูแลย่อมดำเนินการได้ยากลำบาก

สมช.ต้องไม่เป็นเสือกระดาษ

30ปี เส้นทางลูกหม้อสมช.

อนุสิษฐ เลขาธิการ สมช. คนใหม่ที่ถือว่ามีความอาวุโสสูงสุดในระดับรองเลขาธิการ สมช.ก่อนได้รับเลือก และเป็นลูกหม้อ สมช.ตัวจริงทำงานใต้ชายคาแห่งนี้มากกว่า 30 ปี อาจกล่าวได้ว่าเริ่มรับทำงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2523 เริ่มงานตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 3 ใช้ความรู้ความสามารถไต่เต้าตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ

ผ่านงานหลากหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆของชีวิตการทำงานได้มีโอกาสทำงานด้านการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน ซึ่งงานด้านความมั่นคงส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาที่สำคัญได้ร่วมงานกับกองทัพมาโดยตลอด

หลังจากนั้นเป็นต้นมาได้รับตำแหน่งในหลายๆตำแหน่ง จนเข้ามาดูแลด้านงานบริหารภายในองค์กร สมช. หรือ เลขานุการกรม เริ่มในช่วงระดับ 7 หลังจากนั้นเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และนโยบายจนต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการความมั่นคงภายในประเทศที่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดน

จนขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา และได้ขึ้นมาเป็นรองเลขาธิการ สมช. จนปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สมช. รับไม้ต่อจากนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ที่ปัจจุบันไปเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งถือทั้ง พล.อ.ประวิตร และนายถวิล ถือเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงเช่นกัน

“งานที่ผมทำมาโดยตลอด 30 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ไม่ว่าใครเป็นเลขาธิการ สมช.ก็จะผ่านงานนี้ด้วย
กันทั้งนั้น งานความมั่นคงภายในประเทศ งานความมั่นคงระหว่างประเทศ และงานวิชาการยุทธ์ศาสตร์
นโยบายเป็นหลักอยู่แล้ว ดังนั้นอายุราชการ 30 กว่าปีจึงเหมาะสมตามประสบการณ์จึงพร้อมที่จะทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองในตำแหน่งนี้”เลขาธิการ สมช.กล่าว

ภารกิจอันยิ่งใหญ่และสำคัญในครั้งนี้ อนุสิษฐ กล่าวอย่างมั่นใจว่าจะทำได้ดี เพราะคนของ สมช.เองทุกคน มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกหล่อหลอมและสะสมความองค์รู้ความเข้าใจในมิติผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลัก และทำงานภายใต้การดูแลความมั่นคงของชาติโดยข้าราชการทุกคนจะมีจิตวิญญาณนักความมั่นคงนั้นหมายความว่าการมองผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้งก่อนเสมอ

“นี่คือมุมมองของผู้บริหารในอดีตที่ผ่านมาทุกๆคนย่อมเป็นเช่นนี้ เพราะคนที่มานั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ต้องไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว หรือ ผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ฉะนั้นการทำงานของ สมช.จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นี่คือคำมั่นในการทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสมช.ของผม”อนุสิษฐ กล่าวทิ้งท้าย

สมช.ต้องไม่เป็นเสือกระดาษ

กุญแจดับไฟใต้

อีกภารกิจที่ท้าทายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในปัจจุบัน คือ การเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังลุกโชน แม้ “อนุสิษฐ คุณากร” จะมีเวลาเพียง 1 ปีบนเก้าอี้ตัวนี้ แต่เจ้าตัวได้ประกาศอย่างมั่นใจว่าจะเข้ามาทำงานอย่างเต็มที่ และตั้งเป้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและบูรณาการอย่างแท้จริง

“อนุสิษฐ” บอกว่า เป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่กันอย่างสันติสุข โดยเฉพาะการลดการใช้ความรุนแรง ซึ่งมั่นใจว่ากลไกในปัจจุบันที่ใช้ในการขับเคลื่อนในขณะนี้มาถูกทาง โดยทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายความมั่นคง เน้นการพัฒนาทั้งสิ้น

ในขณะนี้ได้มีแผนปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ชัดเจน ด้วยการบริหารงบประมาณ ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงที่ คสช.เข้ามาดำเนินการก่อนจะมีรัฐบาล และส่งมอบงานต่อให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมายต่อให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กำกับดูแลปัญหาดังกล่าวในปัจจุบัน

“วันนี้เราภาครัฐมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในระดับชุมชนเป็นหลัก ด้วยการให้กองทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ไปสำรวจดูความต้องการของชุมชนว่าต้องการให้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นเมื่อมีงบประมาณปี 2558 ออกมาใช้แล้วที่จัดสรรให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะนำงบดังกล่าวไปวางทาบกับความต้องการของประชาชน ในการดำเนินการโครงการหรือแผนงานต่างๆ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลทราบความต้องการของประชาชนดี พร้อมๆ กับการปรับโครงการหรือแผนให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ในการบรรลุเป้าหมายของการแก้ไขปัญหานั้น “อนุสิษฐ” อธิบายว่า ทางภาครัฐมีกลไกสำคัญผ่านการจัดกลุ่มภารกิจงาน 7 กลุ่มงาน คือ 1.การรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบ 2.กระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา โดยมีกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบ 3.การสร้างความเข้าใจ มีกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบ 4.การศึกษาศิลปวัฒนธรรม มีกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ 5.กระบวนการพัฒนาวิถีชีวิต มีกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ 6.การพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ และ 7.การแสวงหาทางออก มี สมช.รับผิดชอบ

ขณะที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพเป็นเพียงกระบวนการ หรือทางเลือกหนึ่งเท่านั้น และกลุ่มคนที่เห็นต่างและคนที่เห็นด้วย ทั้งประชาชนในพื้นที่ หรือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง รวมถึงกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ภายนอกประเทศ สามารถจะเข้ามาร่วมกันพูดคุยและหาทางออกด้วยกัน

“ผมว่าความแตกต่างสำคัญ คือ จะบริหารความแตกต่างอย่างไร คำตอบคือ ในความแตกต่างเหล่านั้น เราเห็นเป้าหมายสำคัญที่สุดเหมือนกันหรือไม่ คือ ความสงบความสันติสุข ความเจริญก้าวหน้า ความมีอิสระในการดำรงชีวิตและความอยู่รอดปลอดภัยนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้นความแตกต่างไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาคิด แต่เราจะนำความแตกต่างระหว่างเรานี้มาสู่เป้าหมายร่วมกันได้อย่างไรมากกว่า เพราะความแตกต่างในพื้นที่ ทั้งคนที่ใช้ความรุนแรง คนที่คิดต่างๆ สุดท้ายก็กลับมาสู่เป้าหมายที่ว่ามา คือ ต้องการสันติสุข”

“อนุสิษฐ” กล่าวว่า ในการดำเนินการยุทธศาสตร์หรือนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกวันนี้ทาง สมช.พูดคุยกับคนทุกกลุ่มที่มีความคิดต่างมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละกลุ่มคนย่อมมีความแตกต่างในเป้าหมายของตัวเอง และในแต่ละกลุ่มคนด้วย ขณะที่รัฐไทยก็มีเป้าหมายที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของประเทศ คือ อยู่บนรัฐธรรมนูญ รัฐไทยไม่อาจจะทำอย่างอื่นไปได้

ขณะเดียวกัน ประชาชนคนไทยทุกคนก็ทราบดี และการที่ทหารลงไปในพื้นที่ เพื่อปกป้องความไม่สงบ ปกป้องการใช้ความรุนแรง แล้วถ้าสามารถหยุดการใช้ความรุนแรงลงได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ ณ วันนี้ กลับกำลังอยู่ในวังวน แล้วกระบวนการต่างๆ จะนำไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร ดังนั้นคนที่คิดต่างในทุกๆ กลุ่มต้องมานั่งพูดคุยกัน

“วันนี้เป้าหมายใหญ่ของการพูดคุยสันติภาพ และถ้ามีความคิดเห็นที่ตรงกันก็ไม่จำเป็นต้องปกปิดสิ่งใดต่อกันแม้ฝ่ายหนึ่งจะพยายามใช้ความรุนแรง แต่ยอมรับว่าเพราะคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าเครื่องมือที่กำลังใช้อยู่ คือ ความรุนแรง จะนำไปสู่เป้าหมายของตัวเองได้ ขณะที่ภาครัฐเมื่อเข้าใจว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งมีเป้าหมายอย่างไรในการพูดคุยทั้งภาครัฐ หรืออีกฝ่ายหนึ่งต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน”อนุสิษฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่อยากฝากต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรง คือ คนกลุ่มนี้จะใช้ความรุนแรงกันไปตลอดโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงไปเมื่อไร หรือต้องการความสงบสันติ เพราะจริงๆ แล้วเราต่างเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันทั้งนั้น จะใช้ความรุนแรงกันต่อไปทำไม

สมช.ต้องไม่เป็นเสือกระดาษ

ต้นทุนความมั่นคง

“อนุสิษฐ” ยังได้พูดถึงแรงบันดาลใจในการทำงานด้านความมั่นคงว่า บุคคลอันสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นไอดอล ซึ่งเป็นต้นแบบในการทำงานที่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชา และเป็นต้นแบบในการทำงานมาตั้งแต่เริ่มรับราชการวันแรกจนถึงปัจจุบันยังสำนึกอยู่ คือ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี อดีตเลขาธิการ สมช.

“สิ่งหนึ่งที่จำได้ดีในคำสอนของท่าน พล.อ.อ.สิทธิ ที่พร่ำสอนเสมอ คือ ต้องตั้งใจทำงานให้กับชาติบ้านเมืองเป็นหลัก สมช.ต้องทำให้หน่วยงานรัฐต่างๆ สามารถฟังและยอมรับในภารกิจของ สมช.ให้ได้ เพราะงานความมั่นคงเป็นต้นทุนสำคัญที่หลายส่วนราชการมองไม่เห็น

ทั้งนี้ เพราะต้นทุนด้านความมั่นคงนั้น หมายความว่าเป็นตัวสนับสนุนให้งานด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง สามารถเดินหน้าพัฒนาไปกันได้ และสิ่งที่อยากเน้นย้ำ ด้วยการยกตัวอย่างต้นทุนงานด้านความมั่นคงอันสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะประเทศไทยกำลังมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจหรือการทำมาหากินเป็นหลัก เช่น งานประมงธุรกิจทางทะเล ขณะที่ภาคธุรกิจกลับไปใช้แรงงานที่เป็นแรงงานต่างด้าว โดยละเลยการดูแลสิทธิมนุษยชนของคนเหล่านี้ หรือใช้แรงงานจนลืมคำนึงถึงช่องว่างและช่องโหว่ต่อขบวนการค้ามนุษย์ให้เกิดขึ้น และในท้ายที่สุดการเดินหน้าการพัฒนาก็ถูกจับตามอง หรือถูกลดระดับของความน่าเชื่อของขบวนการค้ามนุษย์

อย่างในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทีไอพี ประจำปี 2557 อย่างเป็นทางการ ประเทศไทยถูกปรับลดระดับลงไปอยู่ระดับ 3 หรือ Tier 3 ซึ่งผลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท