
แนวทางพัฒนาประเทศ 3 ทศวรรษหน้า
การที่ World Economic Forum (WEF) จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต ก่อนที่จะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้นั้น ทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญแก่การเพิ่มผลิตภาพของปัจจัยการผลิตที่สำคัญได้แก่ ทุน แรงงาน และสถาบัน (กฎ กติกาของภาครัฐ)
การที่ World Economic Forum (WEF) จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต ก่อนที่จะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้นั้น ทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญแก่การเพิ่มผลิตภาพของปัจจัยการผลิตที่สำคัญได้แก่ ทุน แรงงาน และสถาบัน (กฎ กติกาของภาครัฐ)
การจัดอันดับขีดความสามารถของไทยล่าสุดในปี 2556 พบว่า ไทยมีเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ และมีขนาดและประสิทธิภาพของตลาดสินค้าภายในประเทศ และระดับการพัฒนาของภาคการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี แต่ขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี แรงงานที่มีทักษะ และมีปัญหามากที่สุด คือ ขาดกฎ กติกาของภาครัฐที่เอื้อต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
จากตัวชี้วัดต่างๆ บ่งชี้ว่า ไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและมีโอกาสจะเติบโตได้ แต่ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตมาโดยตลอดคือ การขาดประสิทธิภาพของทุน แรงงาน และความอ่อนแอเชิงสถาบัน (การบริหารจัดการของภาครัฐ) ทำให้ไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีพลวัตได้
การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2533-2555 ที่ผ่านมานั้นเกิดจากการเพิ่มผลิตภาพของแรงงานเป็นหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการโยกย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพแรงงานสูงกว่า หากแต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทย ไม่สามารถดูดซับแรงงานได้เท่าไรนัก ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพาวิธีการดังกล่าวอีกต่อไป หากแต่ต้องหันมาสร้างทักษะแรงงาน
นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจัยทุนกลับมีอัตราการเพิ่มผลิตภาพเฉลี่ยที่ติดลบในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนว่า ที่ผ่านมาการลงทุนของเรามีประสิทธิภาพต่ำ
การศึกษาการเร่งตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันในอดีต พบว่าประเทศเหล่านี้มีอัตราการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ผนวกกับการลงทุนที่มีประสิทธิภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมีอัตราส่วนของการลงทุนต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า Incremental Capital Output Ratio (ICOR) ที่ต่ำ
หมายความว่า ประเทศมีการใช้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ 2.5-4 ตัวเลข ICOR ของประเทศไทยในช่วงหนึ่งทศวรรษก่อนวิกฤตทางการเงินในปี 2540 อยู่ที่ 3.81 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่ช่วงหลังวิกฤตปี 2543-2555 คือ 5.72 ตอกย้ำว่าการลงทุนของเราไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
คณะผู้วิจัยเห็นว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพนั้น จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเห็นว่าปัจจัยที่ถ่วงประสิทธิภาพของทุน ได้แก่ การลงทุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพต่ำ การกำกับดูแลธุรกิจของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบมากกว่าประสิทธิภาพของธุรกิจ และการกำหนดนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของภาครัฐที่ขาดทิศทางทำให้การลงทุนของภาคเอกชนไร้ทิศทางเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยปัญหาที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจคือการบริหารจัดการของภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดลำดับของ WEF ที่ปัจจัยด้านสถาบันได้คะแนนต่ำที่สุด
การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน 30 ปีข้างหน้านั้นต้องพึ่งพาภาครัฐที่ “รู้” บทบาทของตนและที่สามารถ “เล่น” บทบาทของตนได้ดี
ประการแรก รัฐจะต้อง “รู้” ว่าต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้ให้บริการ” มาเป็น “ผู้กำกับดูแลธุรกิจเอกชน” มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ขนาดของวิสาหกิจของรัฐต้องเล็กลงกว่าในปัจจุบัน รัฐควรให้ความสำคัญแก่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการยกระดับผลิตภาพทุนและแรงงาน โดยในการดำเนินการดังกล่าว ควรใช้วิธีการร่วมทุนกับภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อที่จะลดภาระทางการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ รวมทั้งมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจและเป็นผู้ดำเนินการเองมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงโครงการก่อสร้างที่มาจากส่วนกลางที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในท้องที่
ประการที่สอง ในการทำหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจเอกชนนั้น รัฐจะต้องเอา “ผู้บริโภค” หรือ “ประชาชน” มากกว่าผู้ประกอบการ ซึ่งหมายถึงมีบริการที่หลากหลาย มีคุณภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องมาจากแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาด หรือสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนแทนการส่งผ่านต้นทุนให้ประชาชน
ประการที่สาม รัฐจำเป็นต้องกำหนดทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยว่าจะเดินไปทางใด เนื่องจากทรัพยากรของประเทศมีจำกัด รัฐจึงต้องเลือกที่จะลงทุนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจการผลิตหรือบริการบางประเภทเท่านั้น โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างองค์กร สถาบัน รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนฝึกอบรมทักษะของแรงงานที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง รวมถึงการเลิก “อุ้ม” ธุรกิจต้นน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพด้วย ความชัดเจนในเชิงนโยบายจะทำให้การลงทุนของภาครัฐสามารถหนุนเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้การลงทุนโดยรวมของประเทศมีประสิทธิภาพ
อนึ่ง การเรียกร้องให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างหรือยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่สุ่มเสี่ยง เพราะมีความเสี่ยงที่รัฐจะล้มเหลว แต่ประสบการณ์ในประเทศที่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ประเทศปานกลาง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ล้วนแสดงถึงบทบาทของภาครัฐที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดัน การสร้างสถาบันที่ดีเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก เช่นเดียวกับการสร้างระบบการศึกษาที่ดี แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว เพราะการพัฒนาแบบไร้ทิศทางของประเทศไทยดูเหมือนจะมาสู่ทางตันแล้ว







