
โรคร้ายถล่มศก.โลก ต้องผ่าตัดใหญ่ทั้งระบบ
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในแต่ละประเทศชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ กลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่นจีน และสหราชอาณาจักรในขณะนี้ หากเปรียบเป็นมนุษย์ก็คงกำลังทุกข์ทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่พบได้ยาก ซึ่ง มาร์ติน วูล์ฟ รองบรรณาธิการ และหัวหน้านักวิจารณ์ด้านเศรษฐศาสตร์ของไฟแนนเชียล ไทมส์ ให้นิยามโรคร้ายที่คุกคามเศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้ว่าเป็น “กลุ่มอาการบกพร่องทางอุปสงค์เรื้อรัง”
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในแต่ละประเทศชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ กลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่นจีน และสหราชอาณาจักรในขณะนี้ หากเปรียบเป็นมนุษย์ก็คงกำลังทุกข์ทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่พบได้ยาก ซึ่ง มาร์ติน วูล์ฟ รองบรรณาธิการ และหัวหน้านักวิจารณ์ด้านเศรษฐศาสตร์ของไฟแนนเชียล ไทมส์ ให้นิยามโรคร้ายที่คุกคามเศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้ว่าเป็น “กลุ่มอาการบกพร่องทางอุปสงค์เรื้อรัง”
อาการความบกพร่องทางอุปสงค์นี้ เป็นปัญหาสำคัญที่ท้าทายรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินและการคลังของญี่ปุ่น มาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของทศวรรษที่ 1990 จนกระทั่งปัจจุบัน
นอกจากนี้ หลังเผชิญวิกฤตการเงินครั้งสำคัญในปี 2008 ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำทั่วโลกต่างก็เริ่มมีปัญหาทางสุขภาพเศรษฐกิจ จากกลุ่มอาการความบกพร่องทางอุปสงค์เช่นกัน เนื่องจากภาคธุรกิจเอกชนล้มเหลวในการใช้ต้นทุนการผลิตในการสร้างผลิตผลอย่างเพียงพอในระดับที่ใกล้เคียงกับศักยภาพของตนเอง โดยปราศจากความช่วยเหลือของรัฐบาล ผ่านนโยบายทางการเงินรูปแบบพิเศษ และ/หรือการดำเนินนโยบายขาดดุลทางการคลัง
ชีพจรเศรษฐกิจในระบบการเงินที่กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตจากโรคร้ายข้างต้น ก็เปรียบเสมือนผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพในระยะยาว ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ภาคการเงินแล้ว ยังส่งผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในอนาคต แถมยังทำให้เกิดปัญหาหนี้สินพอกพูนจำนวนมหาศาลอีกด้วย
ปัญหาหนี้สินพอกพูนที่เกิดขึ้น ส่งผลต่องบดุลของภาคเอกชนจากปริมาณหนี้จำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว จนส่งผลกระทบสู่ภาพรวมของเศรษฐกิจให้เกิดปรากฏการณ์ “ความถดถอยของงบดุล” ซึ่งต้องใช้นโยบายการคลังในการเข้าไปแก้ไขและพยุงไม่ให้วิกฤตที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มทรุดตัวลง เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกยูโรโซนมาแล้ว
เนื่องจากอาการเจ็บป่วยทางเศรษฐกิจที่พบเป็นโรคร้ายหายาก ที่ยังไม่มียารักษาอย่างได้ผลชะงัด บทบาทของแพทย์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ คงทำได้เพียงประคองอาการให้ผู้ป่วยยังมีชีวิตต่อไปได้ ด้วยการป้องกันการล่มสลายของระบบการเงิน และสร้างให้เกิดอุปสงค์หรือความต้องการที่ยั่งยืนทั่วโลก โดยนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากแนะนำว่า “การปรับโครงสร้างหนี้” โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือน ถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่ช่วยจะเยียวยาโรคร้ายดังกล่าวได้
กระนั้นก็ตาม การจัดการเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้เป็นประเด็นที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก ตราบเท่าที่ผู้กู้ยืมปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เห็นได้ชัดเจนจากปริมาณหนี้มหาศาลทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่ยังปรากฏอยู่เป็นเวลายาวนาน
นอกจากภาระหนี้สินแล้ว การเปลี่ยนแปลงในหลายปัจจัยของเศรษฐกิจโลกยังซ้ำให้อุปสงค์ที่ยังอ่อนแอกลายเป็นปัญหาเรื้อรังอีกด้วย อาทิ เงินออมส่วนเกินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รูปแบบการกระจายรายได้ที่ปรับเปลี่ยนไป โครงสร้างอายุของประชากร รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในประเทศที่รายได้สูงที่จะปรับตัวลดลง
มาร์ติน วูล์ฟ ได้เสนอ 3 ทางเลือกในการแก้ไขเยียวยาแก้ไขอาการเจ็บป่วยจากโรคหายากทางเศรษฐกิจดังกล่าว ได้แก่ 1) ทนกับอาการที่เกิดขึ้นต่อไป 2) ดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นดำเนินการ และ 3) แก้ไขโครงสร้างสำคัญ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้อุปสงค์ชะลอตัว
ถ้าประเทศต่างๆ เลือกวิธีแก้ไขปัญหาด้วยทางเลือกที่ 2) ก็ต้องปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นไปตามกลไกที่แท้จริง แม้จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศูนย์ก็ตาม ผสานกับนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้น วิธีการนี้ต้องยืมมือธนาคารกลางสร้างเม็ดเงินสู่ระบบ เพื่อให้อุปสงค์ขยายตัว
ทว่าหากเลือกหนทางที่ 3) ในการแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ก็ต้องดำเนินนโยบายกระจายรายได้ไปสู่ผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือปรับเพิ่มอัตราภาษีเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อให้เกิดการไใช้จ่าย
อย่างไรก็ดี โครงสร้างที่อ่อนแอด้านอุปทานก็เป็นอีกสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตอุปสงค์ที่อ่อนแอได้เช่นเดียวกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำทั้งองคาพยพ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปตลาดแรงงาน การลงทุน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมความต้องการหรืออุปสงค์ให้มากขึ้น
แม้ต้นกำเนิดโรคร้ายดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มยูโรโซน จะมาจากความอ่อนแอของโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลให้ออกจากวิกฤตปัจจุบัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่นๆ ตามมาในอนาคตได้ ดังนั้นโรคร้ายหายากที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจโลกนี้ อาจรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไม่หายขาด แพทย์ทางเศรษฐกิจทั้งหลายคงต้องมองหาการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม มากกว่าเวชภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในขณะนี้







