
เสี่ยงกับดักประชานิยม
ครบรอบ 3 เดือน รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมสวมบทแซนตาคลอสคืนความสุขครั้งใหญ่ให้คนไทยด้วยของขวัญปีใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ครบรอบ 3 เดือน รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมสวมบทแซนตาคลอสคืนความสุขครั้งใหญ่ให้คนไทยด้วยของขวัญปีใหม่
เรียกได้ว่า เป็นการกระตุ้นเรตติ้งครั้งสำคัญของ คสช. หลังคะแนนนิยมค่อยๆ ลดน้อยลงไปทุกที
ต้องยอมรับว่า หลังรัฐประหาร คสช.โกยคะแนนได้ไม่น้อยกับภารกิจโดนใจชาวบ้าน ทั้งจัดระเบียบวินรถตู้ มอเตอร์ไซค์ ปราบเด็กแว้น จัดการผู้บุกรุกป่า ปราบผู้มีอิทธิพล ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ซึ่งหลายเรื่องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำได้
แต่หลังจากตัดสินใจถ่างขามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง ผลงานกลับยังไม่เข้าตา เกิดเสียงบ่นเสียงวิจารณ์เริ่มขึ้นเรื่อยๆ
แพ็กเกจของขวัญปีใหม่จึงคล้ายกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล นอกเหนือจากภารกิจปฏิรูป ที่ส่งผ่านไปยังแม่น้ำทั้งห้าสาย ที่กำลังไหลไปโรดแมปที่วางไว้
“ของขวัญปีใหม่ไม่ใช่การแจกของ แต่เป็นเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว รวมถึงกฎหมายในการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะมีการเซอร์ไพรส์กันอีกครั้งหนึ่ง” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
ทว่า หากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ของขวัญหลายๆ ชิ้น ดูเข้าข่ายจะเป็นประชานิยมอยู่กลายๆ โดยเน้นไปที่การหวังผลรวดเร็วทันใจแต่จับต้องได้ มากกว่าความยั่งยืนที่ต้องใช้เวลานานแต่คุ้มค่ากว่า
ก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องอย่างการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา ชาวสวนยาง ไร่ละ 1,000 บาท ที่พอจะอธิบายความจำเป็นได้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องรีบแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อน แถมยังช่วยกระตุ้นเงินในระบบเศรษฐกิจที่เหือดแห้งจากช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวต่อเนื่องหลายเดือน
แต่อีกหลายๆ มาตรการที่กำลังจะประกาศออกมา ดูจะไม่ต่างจากนโยบายที่พรรคการเมืองในอดีตเคยใช้เวลาต้องการเรียกคะแนนเสียง ทั้งการขึ้นเงินเดือนข้าราชการซึ่งดีเดย์ 1 เม.ย. 2558 จะเพิ่มอีกเฉลี่ย 4% รวมทั้งเงินค่าครองชีพข้าราชการชั้นผู้น้อย จากเดือนละ 1,500 เป็น 2,000 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา
ส่วนบุคคลทั่วไป จะมีโครงการหนี้สินส่วนบุคคล เปิดค่ายทหารขายสินค้าราคาถูกเตรียมดันกองทุนนาโน แจกที่ดินทำกินแค่คนยากไร้ ที่พยายามหลีกเลี่ยงใช้คำว่า “แจก” เพื่อไม่ให้มองว่าเป็นประชานิยม แม้ในทางปฏิบัติอาจจะเป็นเช่นนั้น
การตัดสินใจยอมเดินตามรอยวิถีการเมืองเดิิมๆ ของ คสช.ครั้งนี้ วิเคราะห์แล้วเป็นเพราะ คสช.ต้องประคับประคองคะแนนนิยมของตัวเองไม่ให้ตกลงไปมากกว่านี้ เพราะหากความเชื่อมั่นของรัฐบาลและ คสช.ยิ่งน้อยลงไป ย่อมไม่เป็นผลดีกับการบริหารงานในภาพรวมและยังจะกระทบไปถึงเส้นทางการปฏิรูป
ปัญหาอยู่ตรงที่หากรัฐบาล คสช.ให้ความสำคัญอยู่กับนโยบายประชานิยมมากเกินไป เพื่อต้องการเห็นผลงานจับต้องได้ง่าย ย่อมสะเทือนไปถึงนโยบายที่เป็นการวางรากฐานในช่วงปฏิรูป เพื่อดึงทุกอย่างกลับเข้ามาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น
อย่างน้อยก็ยังพอเห็นสัญญาณจากรัฐบาล ที่ยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ อย่างเรื่องภาษีมรดก หรือเป้าหมายออกกฎหมาย 163 ฉบับ ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการค้าการลงทุน และพันธสัญญาต่างๆ ใน 1 ปีข้างหน้า
อัษฎางค์ พานิชกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา คสช.ทำงานไปหลายเรื่อง แต่เป็นเพียงแค่การแตะๆ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ
นโยบายหลายเรื่องที่ออกมาเหมือนจะเป็นประชานิยมที่ในระยะยาวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ควรที่จะทำเรื่องใหญ่ของประเทศไทยคือ ความไม่เป็นธรรม ต้องแก้ไขให้ถูกจุด อย่างภาษีมรดกเป็นแค่น้ำจิ้ม ทั้งที่ควรจะมีภาษีบ้านและที่ดิน ภาษีที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งควรจะทำมากกว่า
“คสช.ไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงคะแนนเสียง เพราะมีอำนาจมากกว่รัฐบาลธรรมดา หากตั้งใจทำความดีและทำให้จริงจัง สุดท้ายผลออกมาก็จะกลายเป็นพระเอกประชาชนรักเอง” อัษฎางค์ กล่าว







