
อาจารย์-นักศึกษามองต่างมุม เปิดเวทีรับฟังความเห็น
ภายหลังรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้จัดเวทีรับฟังความเห็นแนวทางยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะประเดิมเวทีวันที่ 11-12 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้นักวิชาการและนักศึกษามีท่าทีต่อกิจกรรมดังกล่าวอย่างหลากหลาย
ภายหลังรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้จัดเวทีรับฟังความเห็นแนวทางยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะประเดิมเวทีวันที่ 11-12 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้นักวิชาการและนักศึกษามีท่าทีต่อกิจกรรมดังกล่าวอย่างหลากหลาย
ไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย กล่าวว่า ยินดีที่จะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอที่จำเป็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเคยศึกษาปัญหาที่เกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งนี้ จะต้องแยกจุดยืนทางการเมืองและนโยบายสาธารณะที่ต้องการผลักดันให้บรรลุผลออกจากกัน ซึ่งตนเองให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่า ส่วนจุดยืนทางการเมือง คือประชาธิปไตยแน่นอน แต่ขณะนี้ประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
“วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น ควรมุ่งเน้นให้ครอบคลุมกับกลุ่มต่างๆ มากที่สุด ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ขณะนี้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า เผด็จการแบบรัฐสภาหรือเผด็จการทหารดีกว่ากัน ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นแล้วว่ามีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกัน ฉะนั้นผู้รับฟังความคิดเห็นจะต้องมองข้ามจุดยืนทางการเมือง แล้วมุ่งไปยังประเด็นที่แต่ละกลุ่มต้องการจะสะท้อน เพื่อให้กลไกการรับฟังความคิดเห็นมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามในส่วนของประชาชนหรือนักศึกษาเองก็ควรจะแสดงออกอย่างสร้างสรรค์” ไพสิฐ ระบุ
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่จะได้สะท้อนความคิดเห็นให้กับผู้มีอำนาจในกลไกต่างๆ ได้รับรู้
การเข้าร่วมกับกระบวนการรับฟังอาจจะดีกว่าการไม่เข้าร่วม เพราะหากปล่อยให้ผู้มีอำนาจในกลไกดังกล่าวทำตามแนวทางของฝ่ายตน กระทั่งผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาล้มเหลว การนิ่งเฉยเพื่อรอดูหายนะที่จะเกิดขึ้น ย่อมไม่สร้างประโยชน์กับผู้ใด ฉะนั้นการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อถ่วงดุลแนวทางร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น จะเป็นการสร้างประโยชน์มากกว่า
กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะต้องเริ่มจากความจริงใจที่จะรับฟัง ไม่เฉพาะสร้างการมีส่วนร่วม ให้คนมานั่งฟัง หรือมานั่งเถียงกันเท่านั้น จะต้องมีกรอบในการอภิปรายอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการระบายปัญหาของตนเอง สุดท้ายไม่ได้อะไร นอกจากนั้นผู้รับฟังเองจะต้องมีหลักประกันว่าสิ่งที่พวกเขานำเสนอจะถูกนำไปพิจารณา
“กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใด มักทำกันอยู่แล้ว แต่ใช้วิธีการไปเชิญเกณฑ์คนมา ไม่มีคนรู้ มานั่งฟังเฉยๆ อ้างทำประชาพิจารณ์ ทำกันเงียบๆ คนที่อยากมาจริงๆ ไม่ได้มา เช่น กรณีที่จะเชิญตัวแทนนักศึกษาไปแสดงความคิดเห็นในวันที่ 11-12 ธ.ค. ก็ยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง คัดคนมาแค่ 2 คน คาดได้เลยว่าไม่เป็นนายกสโมสรนักศึกษา ก็เป็นพวกเลขา หรือประธานสภา เป็นแค่ตัวแทนของเสียงกระแสหลัก แล้วเสียงอื่นๆ ล่ะ ขั้วอื่นๆ อีกมาก ยกตัวอย่างในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีหลายกลุ่มแล้ว” อรรถสิทธิ์ กล่าว
ขณะที่ ปราชญ์ ปัญจคุณาธร อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบปฏิเสธเข้าร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเด็ดขาด
“การเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการหรือนักศึกษาเป็นเพียงกระบวนการสร้างความชอบธรรมเท่านั้น ไม่มีผลต่อกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้พิจารณาจากกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีการวางตัวไว้แล้ว บุคคลใน 2 คณะ ล้วนแล้วแต่มีธงหรือแนวทางของตนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนหน้า จึงคะเนได้ว่าทิศทางของการปฏิรูปและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร กอปรกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราววางกรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้แล้ว กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจึงหวังพึ่งไม่ได้”
ฟากนักศึกษา เช่น ปิยะฉัตร นิกรพงษ์สิน นิสิตชั้นปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นด้วยที่นายกฯ เปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ แต่ไม่อยากให้จำกัดเฉพาะนิสิตนักศึกษา อยากให้เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย โดยเฉพาะในส่วนของการปฏิรูปประเทศ เพราะคนแต่ละช่วงวัยก็จะมีประสบการณ์ต่างกัน และมักจะมีข้อเสนอที่เป็นที่ต้องการของตนเอง
เช่นเดียวกับ ธรภรณ์ ลิ้มตระกูล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ ในฐานะนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บอกว่า เห็นด้วยเพราะการที่เพื่อนๆ นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว หรือแสดงออกทางการเมือง ทั้งการไปชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วในที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งโปรยใบปลิว ก็เป็นเพราะเขาเหล่านั้นถูกปิดกั้น และไม่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น จึงคิดว่า การเปิดพื้นที่ครั้งนี้จะเป็นเหมือนเวทีให้นักศึกษาหรือคนกลุ่มอื่นๆ ได้แสดงออกอย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องกลัวจะจะถูกจับ อย่างไรก็ตามในส่วนของกลุ่มนักศึกษา มจธ.ต้องขอดูรายละเอียดว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องใดได้บ้าง หากมีประเด็นที่เข้าไปช่วยแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้ก็ยินดี







