
รัฐหมดท่าจ่อพักหนี้ชาวนา
ผลจากสถานการณ์ด้านปากท้องพี่น้องเกษตรกรไทยที่ยังมีปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอใช้จ่าย
โดย...รัฐหมดท่า จ่อพักหนี้ชาวนา
ผลจากสถานการณ์ด้านปากท้องพี่น้องเกษตรกรไทยที่ยังมีปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอใช้จ่าย จนอาจต้องใช้ทางเลือกแบบเดิมๆ ตามรอยประชานิยม คือ การสั่งพักหนี้เกษตรกรเป็นรอบที่ 5 หลังจากเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,000 บาท ติดปัญหาหลายหน่วยงาน ส่งเจ้าหน้าที่ปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบความมีอยู่จริงของชาวนาที่ลงทะเบียน จนทำให้การอัดฉีดเงิน 4 หมื่นล้านบาท ให้รากหญ้าพลาดเป้าหมาย จากเดิมที่เงินจะถึงมือชาวนาทั้งหมดในเดือน พ.ย. ก็เลื่อนไปเป็นปลายปีนี้หรือต้นปี 2558 แทน
การที่เงินช่วยเหลือเกษตรกรถึงมือชาวนาล่าช้า ทำให้ชาวนาถูกซ้ำเติมจากราคาข้าวที่ตกต่ำอย่างหนัก และราคาข้าวคงตกต่ำไปอีกระยะหนึ่ง เพราะตลาดส่งออกข้าวไทยมีคู่แข่งมากขึ้นจากพม่าและกัมพูชา รวมทั้งยังแบกสต๊อกข้าวในโครงการรับจำนำอีกมหาศาล ที่คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีกว่าจะระบายออกได้หมด
ขณะที่ราคาข้าวที่ประกาศโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ณ วันที่ 26 พ.ย. 2557 สำหรับข้าวนาปรังความชื้น 15% เท่ากับ 8,000 บาท/ตัน ข้าวความชื้น 25% เหลือตันละ 6,500 บาท ข้าวหอมปทุมธานี ความชื้น 15% อยู่ที่ตันละ 9,150 บาท แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าจนราคาขายต่ำกว่าที่ประกาศ
ส่วนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านอื่น เช่น การให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกโครงการสินเชื่อชะลอการขาย ก็ช่วยได้เฉพาะชาวนาบางกลุ่มในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นชาวนาที่มียุ้งฉางในการเก็บข้าว และส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิที่เป็นข้าวระดับพรีเมียม ที่ขายได้ราคาดีพอสมควรอยู่แล้ว
แต่สำหรับข้าวระดับกลางและระดับล่าง เช่น ข้าว 5% ที่ปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตกว่า 20 ล้านตัน ยังไม่มีมาตรการออกมารองรับ
ที่น่าสังเกตคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 พ.ย. แสดงความเป็นห่วงเรื่องราคาข้าวว่าจะปล่อยให้ราคาต่ำแบบนี้ไม่ได้ โดยประกาศว่าจะเข้าไปดูแลลดต้นทุนการปลูกข้าวของชาวนาที่ปัจจุบันสูงถึง 6,000-7,000 บาท/ตัน
ในขณะที่ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กลับประกาศเดินหน้าพักหนี้ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงเกษตรฯ เช่น หนี้สหกรณ์การเกษตร หนี้กองทุนต่างๆ แต่กลับไม่มีความชัดเจนเรื่องแนวทางการลดต้นทุนการผลิต หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้สอดรับกับนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้
ปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ และทำให้กำลังซื้อกลุ่มรากหญ้าป้อแป้ ขณะที่เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไปถึงมือชาวนาอย่างล่าช้า ทั้งหมดนี้อาจจะกลายเป็นแรงบีบให้รัฐบาลต้องประกาศพักหนี้ชาวนารอบใหม่ในเร็วๆ นี้ เพื่อลดแรงกดดันความไม่พอใจของชาวนา
ทั้งนี้ โครงการพักหนี้เกษตรกรนั้นมีข้อดีที่พอเห็นได้บ้าง คือ สามารถคัดเลือกคนที่ยากจนได้อย่างตรงจุด จำกัดเพดานจำนวนคนที่จะเข้าโครงการได้ เช่น จะพักหนี้เฉพาะคนที่เป็นหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท รวมทั้งเป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนไม่มาก
แต่ข้อเสียของการพักหนี้ คือ ทำลายวินัยในการใช้หนี้ของผู้กู้ ทำให้ผู้กู้รู้สึกว่าเป็นหนี้ได้ ไม่ต้องจ่ายคืน ผลคือเกษตรกรมีแนวโน้มไม่ยอมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อช่วยเหลือตนเอง
จากนี้จึงต้องวัดใจรัฐบาลว่าจะพักหนี้เกษตรกรรอบที่ 5 หรือไม่ หรือจะใจแข็งและหันไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเกษตรกร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแห่งความยากจนที่แท้จริง ด้วยการหาทางลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
แต่ถ้าใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการพักหนี้เหมือนรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคการเกษตรของไทย ที่จะต้องพึ่งพาแต่เงินภาษีอุดหนุนไปตลอด ไม่มีวันที่จะพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต







