
80ล้านตั้งเวทีประชาเสวนา ร่วมเสนอความเห็นร่างรธน.
วาระปฏิรูปประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมสะท้อนความคิดในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ส่งผลให้กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเร่งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เริ่มจากการรับฟังเสียงจากตัวแทนองค์กรทางสังคมในวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากนักศึกษาในวันที่ 11-12 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
วาระปฏิรูปประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมสะท้อนความคิดในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ส่งผลให้กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องเร่งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เริ่มจากการรับฟังเสียงจากตัวแทนองค์กรทางสังคมในวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากนักศึกษาในวันที่ 11-12 ธ.ค. ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
ผู้มีส่วนสำคัญในกระบวนการดังกล่าว หนีไม่พ้นอนุ กมธ. การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มี ถวิลวดี บุรีกุล เป็นประธาน เร่งเครื่องเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน เพื่อสกัดข้อมูลให้ทันกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย “อาจารย์ถวิลวดี” ชี้แจงถึงสาเหตุที่จะต้องเชิญนักศึกษาเข้าร่วมกระบวนการ ว่า ต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวางกรอบของประเทศ เวทีนี้ไม่ใช่พื้นที่ให้นักศึกษาที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาถกเถียงกันเท่านั้น แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เสนอข้อเรียกร้องในมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองด้วย
“ตัวแทนนักศึกษาที่เข้าร่วมจะเป็นตัวแทนที่สถาบันการศึกษายอมรับ เช่น นายกสโมสรนักศึกษา ที่เป็นเสมือนตัวแทนของนักศึกษาส่วนใหญ่ ส่วนนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นทางการเมือง เช่น เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ก็สามารถเข้าร่วมในเวทีอื่นๆ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นได้ หรือจะเชิญอนุ กมธ.ไปรับฟังข้อเสนอก็ได้”
ทั้งนี้ อนุ กมธ.การมีส่วนร่วมฯ มีโมเดลในการเปิดรับฟังความคิดเห็น 6 รูปแบบดังต่อไปนี้ 1.เวทีรับฟังความคิดเห็น โดยการทำ “ประชาเสวนา” ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นที่ควรพิจารณาในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน่วยงานในส่วนจังหวัดจะจัดร่วมกับ สปช. มีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ประชาชนที่ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างตามความน่าจะเป็น 80% และ กลุ่มที่ 2 ประชาชนกลุ่มเฉพาะ เช่น เยาวชน ผู้บริหาร และกลุ่มความเห็นทางการเมือง ฯลฯ 20%
2.เวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่สนใจและเกี่ยวข้องเฉพาะประเด็น เช่น เลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพ และทรัพยากร ฯลฯ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับประเด็นดังกล่าว 3.เวทีรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเฉพาะ ที่ดำเนินการโดย สปช. เช่น เยาวชน สตรี ผู้พิการ ฯลฯ 4.เวทีรับฟังความคิดเห็นตามความสนใจของประชาชน ซึ่งประชาชนเป็นผู้จัด ส่วน สปช.เป็นผู้ไปรับฟัง 5.ให้ข้อมูลและรับฟังผ่านสื่อทุกช่องทาง เช่น ตู้ ปณ. วิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี อีเมล เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ และ 6.รับฟังความเห็นของประชาชนในประเด็นเฉพาะ ด้วยการสำรวจผ่านแบบสอบถาม ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ
นอกจากนั้น ภารกิจที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ การจัดทำกรอบคำถามที่ใช้ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจะต้องสำรวจ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงต้นเดือน ม.ค. 2558 ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ มีกลุ่มตัวอย่าง 4,000 ตัวอย่าง ใช้งบประมาณราว 5-6 แสนบาท และครั้งที่ 2 ช่วงเดือน พ.ค. 2558 หลังการร่างรัฐธรรมนูญ มีกลุ่มตัวอย่างราว 1 หมื่นตัวอย่าง ใช้งบประมาณราว 1.7 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ประชา เตรัตน์ เป็นประธาน ได้เร่งเดินหน้ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละจังหวัด โดยวันที่ 19 ธ.ค. สปช.จะต้องส่งข้อเสนอเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมฯ จะต้องเร่งส่งความคิดชุดแรกให้กับ กมธ.ปฏิรูป 18 คณะ ภายในช่วงต้นเดือน ธ.ค.
ฉะนั้น กมธ.วิสามัญการมีส่วนร่วมฯ จึงเห็นพ้องให้มีการจัดเวที 2 รูปแบบ ประกอบด้วย
1.เวทีระดับจังหวัด ในหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทย” เน้นสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมีการตั้งคณะอนุ กมธ.ระดับจังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วย สมาชิก สปช.จังหวัด ทำหน้าที่เป็นประธานอนุ กมธ. ซึ่งอนุ กมธ.อีก 14 คน จะมาจากผู้ที่เคยสมัคร สปช. ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัด จะทำหน้าที่เป็นเลขาธิการอนุ กมธ. นอกจากนั้นหน่วยงานราชการระดับจังหวัด อาทิ กอ.รมน. และผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอนุ กมธ.
2.รูปแบบของเวทีตามประเด็นปฏิรูป โดย กมธ.ปฏิรูป 18 ด้าน ซึ่งยังไม่มีการกำหนดกรอบอย่างชัดเจน คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของ สปช.ทั้งสองรูปแบบ จะต้องจัดทั้งหมด 1,350 เวที คาดจะมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 7 หมื่นคน
สำหรับกรอบงบประมาณในการดำเนินงานจะใช้ประมาณ 80 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบประมาณสำหรับการมีส่วนร่วมระดับจังหวัด จำนวน 36 ล้านบาท 2.แผนงานเครือข่ายเชิงประเด็น เกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูป 18 คณะ จำนวน 4 ล้านบาท 3.แผนงานสื่อสาธารณะ จำนวน 18 ล้านบาท 4.แผนงานรณรงค์สังคมและเวทีเชิงคุณภาพ จำนวน 18 ล้านบาท 5.แผนงานสังเคราะห์ประเด็นการปฏิรูป เพื่อส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นๆ จำนวน 3 ล้านบาท และ 6.แผนงานประสานภายในระหว่าง กมธ.ปฏิรูป 18 คณะ และ กมธ.ยกร่างฯ จำนวน 1 ล้านบาท







