
"มาร์ค"ชู3ประเด็นหลักยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
อภิสิทธิ์ เข้าเสนอความเห็น กมธ.ยกร่างรธน. เสนอ3 ข้อ ทำประชามติ-นายกฯมาจากเลือกตั้ง ระบุ เข้าใจ “อลงกรณ์” ขอลาออกจากปชป
อภิสิทธิ์ เข้าเสนอความเห็น กมธ.ยกร่างรธน. เสนอ3 ข้อ ทำประชามติ-นายกฯมาจากเลือกตั้ง ระบุ เข้าใจ “อลงกรณ์” ขอลาออกจากปชป.
วันที่ 27 พ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า การมาให้ความเห็นครั้งนี้มาในนามส่วนตัว ไม่ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคยังไม่สามารถจัดประชุมได้ และที่อยากนำเสนอต่อกมธ.ยกร่างฯ อาจแตกต่างกับที่หลายคนพูดเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง โดยสิ่งที่ตั้งใจคืออยากได้รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปและแบบยั่งยืน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเสนอ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน โดยต้องเริ่มต้นจากการมีกระบวนการทำประชามติ 2.รัฐธรรมนูญไทยไม่ควรถอยหลัง ไม่ควรไปลดทอนสิทธิหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรวมถึงการที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศและการกำหนดทิศทางประเทศ และ3. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ปัญหาหลักของระบบการเมือง คือ ทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบของฝ่ายการเมือง เป้าหมายคือต้องไปเพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและบทบาทของภาคประชาชน รวมทั้งต้องลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน
ส่วนแนวความคิดที่ว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไร ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อยู่ที่ว่าเมื่อเลือกตั้งเข้าไปแล้วเข้าไปใช้อำนาจทุจริตมิชอบ ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ จะแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และอีกหลายส่วนต้องไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะในอดีตบางบทบัญญัติที่อยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเขียนไว้ดี แต่ปฏิบัติไม่ได้ต้องแก้ไขอย่างไร
ส่วนระบบการตรวจสอบซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นที่มาของวิกฤติการเมือง โดยเห็นว่าระบบรัฐสภาต้องมีเสียงข้างมากไม่เช่นนั้นทำงานไม่ได้ ปมปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้พรรคการเมืองหรือการทำงานในสภาอ่อนแอ ดังนั้น รัฐบาลต้องมีเสียงข้างมาก สถาบันการเมืองต้องเข้มแข็ง แต่เมื่อพรรคการเมือง นักการเมืองมีอำนาจแล้วจะต้องยอมถูกตรวจสอบและรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และการตรวจสอบการถ่วงดุลต้องทันต่อเหตุการณ์ ไม่ใช่เกิดเรื่องขึ้นแล้วแต่ใช้เวลาเป็นปีในการตรวจสอบ ความตรึงเครียดความไม่พอใจการต่อต้านก็สะสมมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การได้มาของสว.นั้น มองว่าไม่ควรถอยหลัง แต่วิธีการได้มาต้องอย่าให้เหมือนกับฐานการเลือกสส. เพราะเป็นคนละวัตถุประสงค์กัน และต้องพยายามหาวิธีการไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ส่วนที่นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระบุว่าจะนำหลักสถิติมาถามความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปนั้น เห็นว่าถ้าใช้หลักสถิติเป็นเรื่องดีกว่ารับฟังความคิดเห็นโดยไม่มีหลักวิชาการอ้างอิง
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าการออกกแบบระบบการเมืองหรือประเทศจะเอาเพียงแค่ความเห็นเป็นประเด็นมารวมกันไม่ได้ ต้องสอดคล้องกัน จึงคิดว่าเป็นหลักหนึ่งที่ใช้นำมาประกอบเท่านั้น อะไรที่เป็นข้อมูลถูกต้องเที่ยงธรรมก็นำมาเป็นประโยชน์ได้ แต่ไม่ได้ความว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำตามที่ไปสำรวจมา เพราะการไปสำรวจมาเมื่อนำมาประกอบแล้วอาจไม่สอดคล้องกัน
“ยืนยันว่าการทำประชามติเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีการทำประชามติข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเกิดขึ้น ประเทศไทยก็จะต้องมาเสียเวลากับคนกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐธรรมนูญ ว่าจะรื้อหรือทำกันใหม่หรือไม่ สุดท้ายก็ไม่เดินไปสักที เราหวังว่าเมื่อเหตุการณ์มาถึงจุดนี้ เราอยากได้กติกาที่ดี ใช้ได้ ประชาชนยอมรับ พอพ้นระยะที่สาม ประเทศจะได้เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องการเมืองและรัฐธรรมนูญอีก แต่ถ้าไม่ทำประชามติจะร่างรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ต้องมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจ สิ่งแรกที่เขาจะหยิบขึ้นมาคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนให้การยอมรับหรือไม่ ฉะนั้นการทำประชามติเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ผมมีข้อเสนอว่า การทำประชามติต้องมีทางเลือกให้กับประชาชนที่ชัดเจน ไม่ใช่เลือกว่ารับหรือไม่รับ แล้วจะได้อะไรเมื่อไหร่ จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบเพราะไม่อยากให้เสียเวลาอีก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนเรื่องให้ผ่อนปรนกฎอัยการศึกเพื่อแสดงความคิดเห็นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่ากฎอัยการศึกเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น ผู้มีอำนาจจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อย กับการเสียโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายหรือเปิดเผยมากขึ้น ซึ่งจะบอกว่ากฎอัยการศึกนั้นไม่มีผลกระทบใดเลยคงไม่จริง โดยผลกระทบที่เกิดขึ้น ทางผู้มีอำนาจต้องพิจารณาว่าคุ้มค่ากับการที่มีเครื่องมือนี้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เพราะหน่วยงานความมั่นคงมีข้อมูลอยู่แล้ว และเห็นด้วยที่จะให้ผ่อนปรนกฎอัยการศึก เพราะไม่เชื่อว่าเมื่อไม่มีกฎอัยการศึกแล้ว จะมีปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ถ้าเกิดปัญหาตรงจุดใด ก็อาจประกาศเฉพาะพื้นที่ได้ และคิดว่าหากบรรยากาศยังเป็นข้อโต้แย้งไปเรื่อยๆก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานปฏิรูป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขาธิการคณะกรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิปสปช. ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นั้น สิ่งที่นายอลงกรณ์ชี้แจงไปเป็นเรื่องของการอยากทำหน้าที่สปช.อย่างอิสระ
ทั้งนี้ ถือเป็นจุดยืนของพรรค คือ เหตุผลว่าทำไมจึงไม่ส่งคนเข้าร่วมเป็นสปช. เพราะมองอยู่แล้วว่าคนเป็นสปช. แล้วสังกัดพรรคการเมือง ก็จะถูกมองอีกแบบหนึ่ง
“วันนี้ก็เข้าใจตรงกันแล้ว และหลังจากที่นายอลงกรณ์พ้นจากสปช.แล้ว แล้วจะกลับเข้าพรรคหรือไม่นั้น ก็ต้องถามนายอลงกรณ์ว่ามีแนวทางอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า การลาออกของนายอลงกรณ์ ไม่มีนัยยะทางการเมืองใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เห็นว่าเรารักกันเหมือนเดิมนะ”







