
‘ช่องว่างชนชั้น’ รากปัญหาสังคมไทย
ปัญหาทางการเมืองของไทย “ดูเหมือน” จะสงบลงแล้ว หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. แต่อนาคตของประเทศไทยหลังจากได้รัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งแล้ว ยังคงมีความกังวลว่าจะกลับไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและการประท้วงบนท้องถนนอีกครั้งหรือไม่
ปัญหาทางการเมืองของไทย “ดูเหมือน” จะสงบลงแล้ว หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. แต่อนาคตของประเทศไทยหลังจากได้รัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งแล้ว ยังคงมีความกังวลว่าจะกลับไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและการประท้วงบนท้องถนนอีกครั้งหรือไม่
โจวฟังเย จากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (ซีเอเอส) เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวลงโกลบอลไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ภายใต้หนังสือพิมพ์ไชนาเดลีของจีน ถึงปัญหาทางการเมืองของไทย และต้นตอของปัญหาที่อยู่ในสังคมไทยมาอย่างช้านาน
ในบทความของโจวฟังเย ระบุว่า การประท้วงบนท้องถนนของไทยยุติลงหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารไปเมื่อเดือน พ.ค. นำความเงียบสงบและดึงนักท่องเที่ยวกลับคืนสู่กรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารและกฎอัยการศึกก็ตาม
โจวแสดงความคิดเห็นว่า แม้ว่าการเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญเป็นก้าวแรกในการคืนอำนาจกลับสู่ประชาชน ซึ่งเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าพบนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐธรรมนูญดังกล่าวอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบัน
หลักฐานคือการรัฐประหารครั้งก่อนในปี 2007 ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งผ่านการลงประชามติ จบลงไม่สวยนัก เพราะประเทศไทยยังคงกลับสู่ความวุ่นวายทางเมือง หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน
ผู้เขียนบทความดังกล่าว ระบุว่า การมีรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ช่วยลดหรือแก้ปัญหาทางการเมืองของไทยแต่อย่างใด เพราะต้นตอปัญหาที่แท้จริงของความวุ่นวายทางการเมือง เกิดจากช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมในแง่ของการกระจายรายได้ ถ้าหากยังไม่แก้ปัญหาดังกล่าว รัฐธรรมนูญก็เป็นเพียงแค่กระดาษเท่านั้น โดยการแก้ปัญหาระหว่างชนชั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ
และสังคม ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบันแล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านต่างๆ เช่น แรงกดดันจากประเทศประชาธิปไตยในตะวันตก ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางและชาวนา รวมถึงปัญหาการกระจายรายได้ในประเทศไทยที่เป็นไปในลักษณะรวยกระจุก จนกระจายนั้นเอง ก็อยู่ในระดับสูงมาก ทำให้การวางแผนเพื่อปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจยากที่จะทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้อีกด้วย
โจวแสดงความคิดเห็นว่า การแก้ปัญหาสังคมไทยด้วยการใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวนำเพียงอย่างเดียว รังแต่จะทำให้ปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้นยิ่งขยายมากขึ้น เช่น ไปเพิ่มความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทหรือช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยให้มีความขยายใหญ่มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ประเทศไทยควรใช้แรงกระตุ้นจากภายในและภายนอก เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง ยกตัวอย่าง เส้นทางสายใหม่ทางน้ำแห่งศตวรรษที่ 21 นำโดยประเทศจีนเอง หรือการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นโอกาสของไทยที่จะใช้ผลประโยชน์จากการพัฒนาฝั่งตะวันตกของประเทศจีน มาพัฒนาภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ รวมถึงยังช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศไทยอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า การร่วมมือกับประเทศจีนอาจเป็นปัจจัยหลักในการแก้ปัญหาหลายอย่างในประเทศไทย โดยไม่ใช่เพียงแต่นักวิชาการจีนคนดังกล่าวเพียงผู้เดียวที่ออกมาพูดในลักษณะนี้เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ โตรุ ทาคาฮาชิ คอลัมนิสต์จากนิกเกอิเอง ก็แสดงความเห็นไว้ว่า ประเทศไทยเดินเกมถูกแล้ว ที่เข้าไปกระชับสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากการกระชับความสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นการกดดันให้ทั้ง ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ต้องกลับมาผูกสัมพันธ์กับไทยอีกครั้ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ในไทยไว้
โจวระบุทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว การแก้ปัญหาที่ยากลำบากนี้ อาจจะขึ้นอยู่กับการร่วมมือกับประเทศจีนแล้วก็เป็นได้







