posttoday
ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจ ในยุคต่อไป (ตอนที่ 2)

ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจ ในยุคต่อไป (ตอนที่ 2)

26 พฤศจิกายน 2557

ตอนที่แล้ว (วันที่ 24 พ.ย. 2557) ได้กล่าวถึงในยุทธศาสตร์ที่ 1 และยุทธศาสตร์ที่ 2 ไปแล้ว จึงขอนำเสนอเนื้อหาตอนที่เหลือ ดังนี้

ตอนที่แล้ว (วันที่ 24 พ.ย. 2557) ได้กล่าวถึงในยุทธศาสตร์ที่ 1 และยุทธศาสตร์ที่ 2 ไปแล้ว จึงขอนำเสนอเนื้อหาตอนที่เหลือ ดังนี้

2.3 ควรเพิ่มอำนาจทางภาษีอากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีสนามบิน ฯลฯ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อจัดเก็บภาษีในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้ประกาศกระจายอำนาจฯ รับรองการตราข้อบัญญัติท้องถิ่น (เฉพาะเรื่อง/ประกาศทั่วไป) หรือในระยะยาว จะต้องมีการตรากฎหมายภาษีและรายได้ท้องถิ่น ต้องมีการให้อำนาจจัดเก็บภาษี/ค่ารรมเนียม/รายได้อื่นๆ ทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดประเภทภาษีท้องถิ่น อัตรา หรือกำหนดสัดส่วนของภาษีแบ่งในกฎหมายรายได้ท้องถิ่น ทั้งนี้สำหรับการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการบางประเภท อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ อาจจะมอบหมายให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษีอากรแทน โดยที่รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดเก็บรายได้ภาษีท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

2.4 ควรให้อิสระในการทำงานร่วมมือกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับภาคส่วนต่างๆ โดยมีการออกมาตรการรองรับการสร้างความร่วมมือ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง หรือการจัดเก็บภาษีร่วมกันกับภาครัฐได้ โดยที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องมีความตั้งใจ/มีความพยายามจัดเก็บภาษีท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

2.5 ควรมีการทบทวนอัตราภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าบริการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บอยู่เป็นประจำ เพื่อสะท้อนสภาพความเจริญทางสังคมเศรษฐกิจ โดยอาจมีคณะอนุกรรมการมารับผิดชอบดำเนินการในเรื่องนี้

2.6 ให้กำหนดสัดส่วนรายได้รวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ในกฎหมาย และควรเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ในการกำหนดสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลกลาง ไม่ให้นับรวมรายได้ท้องถิ่นที่จัดเก็บเอง และไม่นับรวมเงินอุดหนุนเฉพาะกิจอยู่ในสัดส่วนดังกล่าว

2.7 ควรมีการปลดล็อกมาตรการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ ภาษีบำรุงท้องที่ (ส่วนแบ่ง 5% ให้แก่ท้องที่) รายจ่ายที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล หรือรายจ่ายบุคคล 40% ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีการปลดล็อกรายจ่ายด้านบุคลากร 40% จะเป็นการให้อิสระในการบริหารงานบุคคล ซึ่งควรจะต้องมีการตรวจสอบการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายการเมืองและมีระบบพิทักษ์ระบบคุณธรรมควบคู่กัน เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยอำเภอใจ

2.8 ควรกำหนดให้สถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยจ่ายภาษีในที่ตั้งจังหวัด/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ และกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรภาษีให้ท้องถิ่นตามแหล่งกำเนิดภาษี

2.9 รัฐจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการลงทุน/การหารายได้ในกิจการเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยวิธีการบริหารเงินกองทุนของท้องถิ่น (กสท./กสอ.) ให้บริหารจัดการแบบมืออาชีพ หรือพัฒนาให้เป็นสถาบันการเงินของท้องถิ่น และให้พัฒนาระบบ/ยกฐานะการบริหารเงินกองทุนท้องถิ่นให้เป็นอิสระจากกระทรวงมหาดไทย แต่ควรมีอิสระในการกู้เงินลงทุนในกิจการต่างๆ อาทิ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเชิงพาณิชย์ การลงทุนจัดซื้อที่ทิ้งขยะ ฯลฯ แต่ต้องกำกับการลงทุน และ/หรือก่อหนี้อย่างเคร่งครัด

2.10 การให้อิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำงบประมาณรายจ่าย และการเลือกวิธีดำเนินงาน/การบริหารงบประมาณรายจ่ายได้ตามเหมาะสม (อาจไม่ต้องขออนุมัตินายอำเภอ/ผู้ว่าฯ) อาทิ การจัดซื้อจัดจ้าง การจ้างเหมาบริการ การเลือกใช้มืออาชีพในการดำเนินการ ฯลฯ โดยคำนึงถึงผลงาน ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพประสิทธิผลของงาน และคุณภาพงาน/ความเป็นมืออาชีพ ฯลฯ

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีระเบียบกำกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ดี และมีกรอบการวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายที่ดี รวมทั้งมีระบบ/เกณฑ์ติดตามผลสำเร็จในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างชัดเจน ควรมีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานเพื่อให้อำนาจท้องถิ่นสามารถดำเนินการภารกิจของตนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการตรากฎระเบียบมารองรับอีก อาทิ การจัดเก็บรายได้ การกำหนดราคากลางที่ดิน ค่าเช่ารายปี หรือราคาประเมินที่ดินและ
สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ได้โดยอิสระ ไม่ต้องรอราคาประเมินจากรัฐบาลกลาง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : เสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการทำงานและการจัดบริการสาธารณะ (ระยะ 2-3 ปี)

3.1 การยกสถานภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นภาคีหุ้นส่วนกับหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยในระยะเร่งด่วนให้ปรับปรุงภารกิจและการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน ดังนี้

1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่ โดยที่ราชการส่วนภูมิภาค/ส่วนกลางที่ตั้งในพื้นที่เป็นเพียงผู้สนับสนุน ให้คำปรึกษาหรือกำกับดูแลเท่านั้น

2) ให้มีกฎหมายกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ของท้องถิ่นกับรัฐบาลและภูมิภาค เช่น กำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกัน กำหนดรูปแบบการประสานแผน เป็นต้น

3) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนควรมีภารกิจในภาพรวมของจังหวัด อาทิ งานการจัดการภัยพิบัติ ศูนย์ดับเพลิง การจัดการอนามัยและสิ่งแวดล้อม การจัดการระบบขนส่งของจังหวัด การจัดการขยะรวม การจัดการศึกษา การสาธารณสุข/การจัดการโรคระบาด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การส่งเสริมการลงทุน/การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัด การจัดการผังเมืองรวม บริการสาธารณะอื่นๆที่คาบเกี่ยวหลายท้องถิ่นตามเหมาะสมซึ่งอิงตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เป็นต้น

4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างมีภารกิจตามที่กำหนดในกฎหมายจัดตั้งและ พ.ร.บ.กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 แต่จะต้องจัดแบ่งภารกิจให้ชัดเจนมากขึ้น

3.2 การส่งเสริมความร่วมมือการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง และภาคประชาชน อาทิ ความตกลงร่วมมือจัด บริการสาธารณะด้านต่างๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท