
รัฐพลาดแก้ค้ำประกันกู้ เศรษฐกิจสะเทือน
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยเรื่องการค้ำประกัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 ก.พ. 2558 กำลังจะเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจลูกใหม่ ที่รัฐบาลกำลังเร่งปลดชนวนกันเป็นการด่วน
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยเรื่องการค้ำประกัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 ก.พ. 2558 กำลังจะเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจลูกใหม่ ที่รัฐบาลกำลังเร่งปลดชนวนกันเป็นการด่วน
การออกกฎหมายดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อปลดแอกผู้ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งที่ผ่านมาถูกไล่เบี้ยจากเจ้าหนี้อย่างไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร และหลายกรณีพบว่า ผู้ค้ำประกันมีภาระต้องชำระหนี้มากกว่าลูกหนี้ที่ชำระหนี้ไม่ได้อีกต่างหาก
สำหรับจุดมุ่งหมายของการออกกฎหมายครั้งนี้ คือการปกป้องผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลักสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะออกมาบอกว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้ต้องทบทวนการให้สินเชื่อยากขึ้น เพราะแบงก์มีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากไปไล่เบี้ยผู้ค้ำประกันเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ทว่าผลกระทบดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องเล็ก เมื่อการออกกฎหมายครั้งนี้พลาดอย่างจัง เพราะลืมนึกถึงกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เองก็อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันให้กับผู้กู้เงิน หรือค้ำประกันฐานะการเงินให้กับบุคคล เอกชนผู้ประกอบการต่างๆ เหมือนกัน ซึ่งกฎหมายที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ได้ครอบคลุมมาถึงส่วนนี้ด้วย ทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย เพราะทำให้เครดิตในการค้ำประกันต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์หมดสิ้นไปด้วย
เพราะหากไปดูรายละเอียดกฎหมายจะเห็นว่า ยิ่งมีการเขียนปลดล็อกให้กับผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดามากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เครดิตของแบงก์พาณิชย์ในฐานะผู้ค้ำประกันล่ม ไร้ความหมายมากขึ้นเท่านั้น
ใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มาตรา 3 ระบุว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 681 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 681 อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ แต่ต้องระบุ วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา 699 จะไม่ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น
หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน”
นอกจากนี้ ในมาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 681/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา 681/1 ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
มาตรา 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 685/1 ของหมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ของลักษณะ 11 ค้ำประกัน ของบรรพ 3 เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา 685/1 บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ”
จะเห็นว่า มาตราในกฎหมายข้างต้น ผู้ค้ำประกันจะพ้นจากการค้ำประกัน พ้นจากความรับผิดชอบ และหากไปดูใน มาตรา 7 ของกฎหมายนี้ ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา 691 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 691 ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการใดๆ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดี ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวไม่ครบถ้วน แต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดี ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าว แต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ทั้งนี้ ไม่ว่าจะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน
ข้อตกลงใดที่มีผลเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันให้มากกว่าที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
ขณะที่มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 700 ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น
ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้”
ทั้งหมดจะเห็นว่า ล้วนเป็นข้อดีที่จะปลดล็อกผู้ค้ำประกันในกรณีบุคคลธรรมดา แต่กลับเป็นภัยกับเครดิตของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ให้กู้เพียงด้านเดียว แต่มีบทบาทเป็นผู้ค้ำประกันให้กับเอกชน เช่น การค้ำประกันให้ผู้รับเหมาที่จะไปประมูลโครงการของรัฐ หรือแม้แต่ผู้รับเหมาที่จะไปรับงานของเอกชนด้วยกัน ก็ต้องการการค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์เช่นเดียวกัน การออกกฎหมายตามมาตราข้างต้นจึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ตกอยู่ในฐานะลำบากในการรับค้ำประกันให้กับเอกชน
ยิ่งช่วงนี้ที่รัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีโครงการลงทุนในงบประมาณปี 2558 จำนวน 4 แสนกว่าล้านบาท โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 3-4 แสนล้านบาท โครงการลงทุนด้านคมนาคมกว่า 2 ล้านล้านบาท ที่จะเริ่มเดินหน้าเต็มสูบกันปีหน้า แต่ต้องมาติดปัญหาแบงก์ค้ำประกันให้กับผู้รับเหมา หรือผู้ประกอบการ ทำให้มารับงานจากรัฐบาลไม่ได้ การลงทุนของรัฐเป็นอัมพาต เศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบรุนแรง
แม้แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับว่า ผลกระทบจากความผิดพลาดของการแก้กฎหมายครั้งนี้รุนแรงใหญ่หลวง แต่ตอนนี้ปัญหายังไม่โผล่ เพราะกฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ และคนที่เกี่ยวข้องยังไม่รู้ถึงภัยใหญ่โตที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงตัว
สำหรับรัฐบาลเองนั้น ถึงนั่งไม่ติด มีการหารือกันภายใน เพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว ซึ่งหนีไม่พ้นต้องยอมเสียหน้า ส่งร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อรักษาเศรษฐกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบจนเกินแก้ไข เพราะลำพังปัญหาที่มีอยู่ก็แก้ไม่ตก ออกมาตรการจำนวนมากกระตุ้นแต่เศรษฐกิจยังไม่กระเตื้อง และยังมาเจอปัญหาความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิด จนกลายเป็นระเบิดเวลาใส่เศรษฐกิจอีก ส่งผลให้ไม่มีทางเลือกอื่่น
เสียหน้าไม่เท่าไหร่ เพราะยังดีกว่าเศรษฐกิจเสียหาย จนเอาไม่อยู่







