posttoday
กมธ.สื่อฯหาช่องทางป้องกันนักข่าวถูกแทรกแซงการนำเสนอ

กมธ.สื่อฯหาช่องทางป้องกันนักข่าวถูกแทรกแซงการนำเสนอ

26 พฤศจิกายน 2557

กมธ.สื่อฯรับฟังความเห็นของตัวแทนองค์กรสื่อ เตรียมหาช่องทางป้องกันนักข่าวถูกแทรกแซงการนำเสนอ

กมธ.สื่อฯรับฟังความเห็นของตัวแทนองค์กรสื่อ เตรียมหาช่องทางป้องกันนักข่าวถูกแทรกแซงการนำเสนอ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช รองโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ แถลงหลังการประชุมรับฟังความเห็นของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อว่า ที่ประชุมมีความเห็นเบื้องต้นร่วมกันคือ 1.สื่อมวลชนในอนาคตจะเปลี่ยนไปในด้านเทคโนโลยี เป็นอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน มีการประกอบการธุรกิจและวิชาชีพจึงต้องปรับไปด้วยกันทั้งธุรกิจและความเป็นวิชาชีพ

2.เสรีภาพเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของวิชาชีพสื่อสารมวลชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องรับรองเสรีภาพสื่อ 3.หลักการความรับผิดชอบ ต้องใช้เสรีภาพในกรอบที่จะไม่สร้างปัญหาหรือผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล และสังคมโดยรวม ทั้งยังต้องรับผิดชอบต่อกฎหมายและจริยธรรม ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอให้มีการกำกับควบคุมกันเองของสื่อทุกแขนง โดยอาจรวมอยู่ใน องค์กรสภาวิชาชีพร่วมกัน

นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า และ4.สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ถูกสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ามาควบคุมตามกฏหมายจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงต้องศึกษาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพหรือไม่ ทั้งนี้ ยอมรับให้กสทช.ทำหน้าที่ต่อไป แต่ต้องมีการปรับปรุงการทำงาน ส่วนเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อก็มีความสำคัญในการปฏิรูปประเทศจึงต้องมีการส่งเสริม

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า องค์กรวิชาชีพที่ให้สื่อแขนงต่างๆมาสังกัดในสภาวิชาชีพจะมีอำนาจหน้าที่ หรือมีอำนาจในการถอนใบอนุญาตการทำงานด้านสื่อสารมวลชน นายบุญเลิศ กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างการหารือถึงความเป็นไปได้ ว่าการถอดถอนหรือให้ใบอนุญาตนั้น จะมีผลปฏิบัติจริงได้อย่างไรบ้าง แต่องค์กรดังกล่าวจะมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพต่างๆรวมอยู่ด้วย เพื่อช่วยกันออกกฎระเบียบและจัดการให้มีแนวทางที่สอดคล้องกัน รวมทั้งจะมีการคุ้มครองการทำงานจากภาครัฐและนายทุน เพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซง และจะดำเนินการเพื่อดำรงจริยธรรมได้อย่างเต็มที่ ส่วนฝ่ายที่ไม่เข้ามาเป็นสมาชิกนั้น ก็จะพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดต่อไป

ส่วนเรื่องการเสนอให้มีการยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97 และ 103 ซึ่งเป็นกฎหมายแทรกแซงสื่อนั้น นายบุญเลิศ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่ถือเป็นหน้าที่ของกมธ. เพราะกมธ.มุ่งในการปฏิรูปสื่อตามกรอบรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น สำหรับนักการเมืองส่งนอมินีเข้ามาควบคุมสื่อที่ก่อตั้งขึ้น ก็จะพยายามวางหลักการตรงนี้ และเป็นอีกเรื่องที่กมธ.หยิบยกขึ้นมาหารือกันต่อไป     

ขณะที่ นางเตือนใจ สินธุวณิก กมธ.สื่อสารมวลชน กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ในการทำงานจะยึดเสียงประชาชนเป็นหลัก จะนำรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาพิจารณาประกอบเพื่อปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยจะนำกฎหมายที่มีอยู่เดิมมาดูแลไม่ให้มีการแทรกแซงสื่อในทุกรูปแบบ ทั้งจากผู้มีอำนาจและเจ้าของกิจการ ต้องส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน ปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ของสื่อสมัยใหม่

อย่างไรก็ดี จะสรุปความเห็นเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป และจะเชิญผู้บริหารและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่กจากนี้ ทั้งยังเห็นว่า จำเป็นต้องคงหลักการไม่ให้นักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ และต้องมีกฎหมายลูกที่มีผลบังคับใช้ให้ปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

สำหรับกฎหมายป้องกันการแทรกแซงสื่อจะเป็นอย่างไรนั้น นางเตือนใจ กล่าวว่า สื่อย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลสู่ประชาชน โดยไม่ถูกบังคับแทรกแซง ดังนั้น จะพยายามหาหนทางว่าทำอย่างไรให้สื่อได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง เพราะบางครั้งการนำเสนอข้อมูลโดยสุจริตใจ แต่บางครั้งกลับถูกแทรกแซงโดยเจ้าของ ซึ่งตรงนี้จะมีการระดมความเห็นต่อไป

ส่วนกลุ่มการเมืองที่ตั้งสื่อขึ้นมาเพื่อหวังผลทางการเมือง นางเตือนใจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ห้ามนักการเมืองมามีส่วนได้เสีย ดังนั้น คิดว่าจะคง มาตรานี้ไว้ แต่มีจุดด้อยคือ ไม่มีการร่างกฎหมายลูกมาเสริมมาตรา 48 กมธ.ได้มองเห็นจุดด้อยนี้ ดังนั้น คงมีหารือถึงการออกกฎหมายลูกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท