posttoday
ปปช.ติดดาบตัวเอง สะเทือนปฏิรูป

ปปช.ติดดาบตัวเอง สะเทือนปฏิรูป

25 พฤศจิกายน 2557

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิม ซึ่งมีด้วยกัน 3 ประเด็นใหญ่ โดย ประเด็นที่ 1 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่และมีอำนาจตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน โดยการจับและคุมขังผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อาจร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอื่น หรือแจ้งให้พนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานอื่นดำเนินการจัดการให้ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อส่งอัยการสูงสูดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้วแต่กรณี ดำเนินคดีต่อไป

ประเด็นที่ 2 การกำหนดให้ข้าราชการการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองท้องถิ่น ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมกับต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ ต่างจากกฎหมายฉบับเดิมที่กำหนดเฉพาะการให้ผู้มีตำแหน่งดังกล่าว ต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แต่ไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเท่านั้น

ประเด็นที่ 3 การบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับสินบนหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท หรือประหารชีวิต ขณะที่กฎหมายเดิมกำหนดโทษของกระทำความผิดในข้อหานี้ไว้แค่โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้ ป.ป.ช.จะมีเจตนาที่ดีที่ต้องการปราบปรามการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง แต่อีกด้านหนึ่งกำลังให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำที่ผิดจังหวะเวลาและมีความสมเหตุสมผลหรือไม่

จริงอยู่ ป.ป.ช.มีอำนาจในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่ต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช. คือ หนึ่งในองค์กรอิสระที่ถูกหลายฝ่ายตั้งข้อเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นกลางทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น ทำไมการไต่สวนคดีรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ต่างกับคดีโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงล่าช้า ทั้งที่คดีรับจำนำข้าวมาทีหลัง เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้แต่ในเรื่องของให้นักการท้องถิ่นมีภาระต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนนั้น ก็อาจเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่เอาเข้าจริงย่อมมีคำถามว่าแล้ว ป.ป.ช.ในฐานะผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ควรจะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายอื่นตรวจสอบ ป.ป.ช.ผ่านการให้ ป.ป.ช.แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะเช่นกันหรือไม่

เหนืออื่นใดการเสนอกฎหมาย ป.ป.ช.ให้ สนช.ช่วงเวลานี้อาจเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมมากนัก เพราะขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำลังทำงานค้นหาแนวทางที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศอยู่ เช่นกันกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทุ่มเวลาให้กับการเขียนกฎหมายแม่บทให้กับประเทศ

ขณะเดียวกันการปฏิรูปในครั้งนี้ต้องยอมรับว่าองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ย่อมเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ต้องถูกปฏิรูปด้วยไม่มากก็น้อย จึงทำให้เกิดคำถามการเสนอของ ป.ป.ช.ที่เกิดขึ้นถือเป็นการชิงตัดหน้า สปช.หรือไม่ เพราะ สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คิดถึงแนวทางการปฏิรูปกระบวนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย

ดังนั้น การแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ถ้าจะให้เดินไปอย่างสวยงามและปราศจากข้อกังขา ก็ควรจะต้องมาจากการเสนอกฎหมายเข้า สนช.ร่วมกันของทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สปช. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ไม่ใช่ให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเสนอกฎหมายเข้าสภาเพียงฝ่ายเดียว

ที่สุดแล้วหากปล่อยให้กฎหมาย ป.ป.ช.เดินต่อไปตามกระบวนการที่เป็นอยู่ในขณะนี้ท่ามกลางข้อกังขามากมาย ย่อมส่งผลกระทบระยะยาวต่อ ป.ป.ช. รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรมในอนาคต จนกระทั่งการปฏิรูปไปถึงเป้าหมายในบั้นปลาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท