
นิราศเอดินเบิร์ก
ผมคุยเรื่องหนักจริงๆ คือ เรื่องเหล็กกับท่านผู้อ่านมาสองสัปดาห์แล้ว วันนี้ขอคุยเรื่องเบาๆ กับท่านบ้าง ส่วนเรื่องกฎหมายค้ำประกัน เรื่องสัมปทานขุดเจาะสำรวจน้ำมัน เรื่องภาษีมรดก และอีกหลายเรื่องที่ตามมา ผมว่าให้คนที่มีความรู้เขาว่ากันไปดีกว่า คิดมากไปก็เท่านั้นแหละครับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดใช่ไหมครับ
ผมคุยเรื่องหนักจริงๆ คือ เรื่องเหล็กกับท่านผู้อ่านมาสองสัปดาห์แล้ว วันนี้ขอคุยเรื่องเบาๆ กับท่านบ้าง ส่วนเรื่องกฎหมายค้ำประกัน เรื่องสัมปทานขุดเจาะสำรวจน้ำมัน เรื่องภาษีมรดก และอีกหลายเรื่องที่ตามมา ผมว่าให้คนที่มีความรู้เขาว่ากันไปดีกว่า คิดมากไปก็เท่านั้นแหละครับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดใช่ไหมครับ
ผมไปอังกฤษเที่ยวนี้ มีโอกาสไปเมืองเอดินเบิร์ก (Edinburgh) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสกอตแลนด์ ไปแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ สำหรับคนที่ชอบขับรถไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยาอย่างผม เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 อาคารบ้านเรือนจึงมีอายุนับร้อยปี ถนนหนทางยังเป็นถนนแดงๆ ไม่กว้างเหมือนถนน 6 เลน หน้าหมู่บ้านผมที่กรุงเทพฯ
และที่น่าทึ่งคือ ทั้งๆ ที่เป็นเมืองศูนย์กลางการเงินอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักรรองจากอังกฤษ แต่ไม่มีตึกระฟ้าแม้แต่แห่งเดียว ทั้งเมืองดูเหมือนจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ถนนปริ้นส์ รอบเนินเขาเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งเอดินเบิร์ก และถ้าเดินไปครึ่งชั่วโมงตามถนนรอยัลไมล์ ก็จะถึงพระราชวังโฮลีรูด ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่ที่ประทับของพระราชวงศ์อังกฤษเวลาเสด็จมาสกอตแลนด์ แต่เขาเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ระหว่างทางก็จะมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่เปิดให้เข้าฟรี และสภาแห่งสกอตแลนด์ ซึ่งอยู่หน้าพระราชวังซึ่งก็เปิดให้คนเข้าไปชมที่ประชุมสภาได้
วันที่ผมไปเขาเห็นผมเดินเข้ามาเป็นกะเหรี่ยงอยู่คนเดียวเลยมาถามว่าจะมาประชุมด้วยหรือ เพราะเผอิญวันนั้นมีการประชุมราษฎรอาวุโส คือ คนแก่ทั้งหลายให้มานั่งถกกันในสภา ผมรีบปฏิเสธ เพราะคิดว่าตัวเองยังมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน คือยังแก่ไม่พอ แต่ก็ไปนั่งดูการประชุมของผู้อาวุโสอยู่พักหนึ่ง ด้วยความประทับใจ เพราะเขาพูดกันดูมีสาระกว่าสภาคนเก่งของบางประเทศเสียอีก
ลืมบอกไปครับว่า เมืองนี้มีประชากรประมาณ 500,000 คน ผมไม่อยากเหมาว่าทั้งหมดเป็นคนที่น่ารักเป็นมิตรกับคนต่างชาติ แต่ในช่วงที่อยู่ที่นั่น 6 วัน ผมมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คือถ้าไปถามคนบนถนนว่าอะไรอยู่ที่ไหน เขาจะเต็มอกเต็มใจตอบ มีคนหนึ่งอุตส่าห์พาผมมาตรงทางแยกแล้วชี้ทางให้ไปสวนโบตานิค ซึ่งมีทางไปหลายทาง แต่บอกว่าทางที่ชี้ให้ไปมันสั้นที่สุด พอพามาเสร็จก็เดินกลับไปทางเดิมที่ผมหลงมา เพราะเชื่อกูเกิลแมป และที่สำคัญคือ ไปไหนมาไหนแม้แต่เวลากลางคืนรู้สึกปลอดภัยไม่ต้องกลัวถูกใครมาขอเงิน ซึ่งหน้าเหมือนบางเมืองในอังกฤษเอง
อีกอย่างหนึ่งที่ผมค้นพบคือ เดี๋ยวนี้เมืองไทยกลายเป็นที่รู้จักของคนในเมืองนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคนในโรงแรมที่พัก คนที่รู้จัก คุยกันในสวนสาธารณะ ในโบราณสถานต่างๆ ถ้าบอกว่าเป็นคนไทยมาจากเมืองไทยหรือกรุงเทพฯ ทุกคนจะบอกว่าอยากมาเที่ยวอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต บางคนเคยมาแล้วก็อยากมาอีก และสิ่งที่ทำให้อยากมาที่สุดคือ กิตติศัพท์ว่าคนไทยใจดี อาหารอร่อย ทะเลสวย เมืองไทยมีแสงแดดอบอุ่นทั้งปี ผมถามว่าไม่กลัวร้อนหรือ เพราะคนไทยมักหลบแดด เขาบอกว่าหลบทำไม เพราะไม่มีคำว่าแดดร้อนเกินไปสำหรับเขา (Never too much sun!)
เพราะฉะนั้น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทยไม่น่าจะยาก เพราะสิ่งที่คนต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการก็มีแค่นี้แหละครับ เที่ยวนี้มีประสบการณ์ที่ผมมีความสุขที่สุดคือ ไม่มีฝรั่งคนไทยมาทักผมว่าเป็นคนไทยมาจากไต้หวันเหมือนในอดีตที่เคยได้รับจดหมายจากต่างประเทศจ่าหน้าซอง Bangkok, Taiwan ซึ่งทำให้หงุดหงิดมาก แม้แต่เมื่อไม่กี่ปีนี้ยังมีฝรั่งประเภทนี้อยู่
เมืองนี้มีวัฒนธรรมที่ผมอยากเห็นในเมืองไทยมากอย่างหนึ่งคือ วัฒนธรรมของการให้ความสำคัญต่อคนแก่และคนพิการ ผมสังเกตเห็นว่า เมื่อไรที่มีคนแก่ (จัด) เดินงกๆ เงิ่นๆ หรือคนพิการถือไม้เท้ามาขึ้นรถ คนขับรถจะจอดรอไม่ถอยหน้าถอยหลังเตรียมออกตัวเหมือนขับรถสูตร 1 แบบคนขับรถเมล์เมืองไทย เขาจะจอดรถนิ่ง จนกว่าจะขึ้นรถเรียบร้อยและนั่งลงในที่นั่งพิเศษที่รถเมล์ทุกคันเตรียมไว้ให้คนแก่และคนพิการแล้วถึงจะออกรถ เท่าที่สังเกตดูแม้ว่าสกอตแลนด์จะเคยผลิตนักขับรถสูตรหนึ่งดังๆ หลายคน แต่ไม่เห็นการขับรถเมล์แข่งกันเองบ้าง แข่งกับรถยนต์ส่วนตัวบ้างเหมือนในกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าผมไม่เคยใช้สิทธินี้ ถึงแม้จะมีอายุเกินสิทธิที่เขากำหนดไว้ที่ 60 ปีแล้ว แต่กติกาซีเนียร์นี้ทำความหงุดหงิดให้พอควร เพราะเวลาไปชมอาคารสถานที่ต่างๆ ที่เกินค่าเข้าชมเขาจะขายบัตรลดพิเศษ 20% บ้าง 30% บ้างให้ซีเนียร์คือคนอายุเกิน 60 ปี ผมก็ถือโอกาสใช้สิทธิทุกครั้ง แต่อุตส่าห์เตรียมพาสปอร์ตไว้แสดงตัวว่าไม่ได้มั่วเรื่องอายุ แต่ปรากฏว่าร้อยทั้งร้อยยอมขายบัตรซีเนียร์ลดราคาให้โดยไม่ถามอายุตามที่ผมคาด ทำให้ผิดหวังค่อนข้างมาก
ใครที่ไปเมืองนี้ ถ้าขยันเดินสามารถเดินได้ทั้งวัน เพราะอากาศดี ถ้าลมไม่แรงเกินไป ถนนหนทางสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่น แล้วก็ไม่มีหนูกินสเตียรอยด์ตัวโตเท่าแมวมาวิ่งให้เห็นเหมือนเด็กฝรั่งนิสิตจุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ทาง
โซเชียลมีเดียในกรุงเทพฯ สถานที่สำคัญต่างๆ อยู่ใกล้กันเอง เดินไกลสุดไม่เกิน 1 ชม. ถ้าใช้กูเกิลแมปเป็นไม่ต้องถามใครก็ไปเองได้ และถ้าอยากนั่งรถเมล์หรือรถรางมันก็จะบอกสารให้ ส่วนราคาก็เก็บเท่ากันตลอดสาย สะดวกดี ถ้าเป็นทางหลวง ก็จะได้เห็นสถานที่แปลกๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจไปบ้างเป็นกำไร และอย่างที่บอกครับว่าคนที่นี่อัธยาศัยใจคอดี ยินดีคุยด้วยกับคนต่างชาติที่พอพูดอังกฤษดำน้ำได้บ้าง ไม่ดัดจริตฟังไม่รู้เรื่องเหมือนคนในบางประเทศที่หยิ่งทนงว่าภาษาของตัวเองประเสริฐเลิศกว่าภาษาอื่น ใครมาพูดต้องพูดให้ถูกต้องไม่งั้นไม่พูดด้วย
ขากลับ ผมนั่งรถไฟจากเมืองเอดินเบิร์กกลับกรุงลอนดอน ถึงจะไม่ใช่รถไฟความเร็วสูงประเภทหัวจรวด แต่ก็เป็นรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วไม่น่าเบื่อ ประมาณ 100 กม/ชม. ไม่กระตุกกระชาก นิ่มนวล มีอาหารเช้าเต็มเมนูให้กินถ้านั่งชั้น 1 มีรถประเภทที่เรียกว่า “รถเงียบ” หรือ “Quiet Coach” ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกที่มีเสียง ห้ามพูดเสียงดังระหว่างเดินทาง จึงไม่มีเสียงน่ารำคาญประเภทวางอำนาจสั่งนั่นสั่งนี่เหมือนบนสายการบินบางสายของประเทศที่มีผู้มีอำนาจแต่ไม่มีมารยาทโดยสาร ผมนั่งชมทัศนียภาพข้างทางด้วยความสุข เพราะระหว่างทางข้างหนึ่งจะเป็นทะเลเหนือ อีกข้างหนึ่งจะเป็นท้องทุ่งกว้างเห็นแกะเป็นฝูง เผลอแป๊บเดียวก็ถึง
ที่อยากเล่าให้ฟังคือ วิธีที่เขาจัดการกับผู้โดยสารชั้นปกติที่แอบเข้ามานั่งในรถโดยสารชั้น 1 วันที่ผมนั่งรถไฟกลับมาลอนดอน ถ้าชั้น 1 ค่อนข้างว่าง มีผมนั่งมาคนเดียว มากลางทางมีเด็กสาวๆ 2 คนมานั่งด้วยกันตรงที่นั่งตรงข้ามกับผม สักครู่หนึ่งมีคนตรวจตั๋วโดยสารซึ่งเป็นแหม่มวัยกลางคนมาขอตรวจ เด็กสองคนนี้บอกว่ามาจากรถโดยสารปกติ จะลุกกลับไปที่เดิม ปรากฏว่านางตรวจไม่ยอม บอกว่ามานั่งชั้น 1 แล้วต้องนั่งให้ตลอด คิดเงินเพิ่มออกตั๋วชั้น 1 ให้เด็กสองคนต้องควักบัตรเครดิตออกมาจ่ายตามระเบียบ ผมดูวิธีการจัดการกับคนที่มั่วที่นั่งแล้วชอบใจมากเพราะเป็นการสั่งสอนแบบสุภาพไม่ไล่ใครให้เสียหน้าไม่ให้ย้ายกลับไปที่เดิม แต่ให้จ่ายเงินเพิ่มอีก เป็นเงินอย่างน้อย 2,000-3,000 บาท ไม่ได้ถามเพราะกลัวเขาว่าคุณมายุ่งอะไรด้วย
ผมมาถึงลอนดอนทันต่อเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ที่สนามบินฮีทโธรว์ของอังกฤษตอน 3 ทุ่ม แล้วก็เจอพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกอับอายขายหน้าในฐานะที่เป็นคนไทย เพราะระหว่างที่นั่งรอขึ้นเครื่องบินที่ประตูทางขึ้น ปรากฏว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณ 30-40 คน เข้าใจว่าเป็นข้าราชการท้องถิ่นมาดูงาน กำลังจับกลุ่มเล่นไพ่เอาเงินสดมาวางพนันกันอย่างเอาเป็นเอาตายและส่งเสียงดัง เฮฮาสนุกสนานกับอย่างไม่เกรงใจใคร
ผมว่าถ้าจะส่งใครไปดูงานเป็นคณะในต่างประเทศ ก่อนไปอบรมมารยาทสักหน่อย ก็น่าจะดีนะครับ







