
โอเปกเสียงแตก! น้ำมันโลกส่อดิ่งยาว
การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ เพื่อตัดสินว่าทางกลุ่มจะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงหรือไม่?
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ เพื่อตัดสินว่าทางกลุ่มจะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงหรือไม่? กำลังจะกลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่จะชี้ชะตาว่า ปรากฏการณ์ราคาน้ำมันโลกดิ่งเหวที่เกิดขึ้นจะยุติลงเพียงเท่านี้ หรือจะยืดเยื้อต่อไป หลังจากที่ราคาน้ำมันนั้นปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่กลุ่มประเทศโอเปกเคยรวมหัวกันใช้การจำกัดการส่งออกน้ำมันเป็นเครื่องมือในการกดดันการเมืองโลกอาจเหลือเพียงในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น เพราะก่อนหน้าการประชุมเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นกลับเกิดปรากฏการณ์ภาวะ “เสียงแตก” ขึ้นภายในกลุ่มโอเปกด้วยกันเอง โดยกลุ่มประเทศที่มีปริมาณการผลิตน้ำมันได้น้อยอย่างเอกวาดอร์ เวเนซุเอลา ยืนยันว่า “โอเปกต้องปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันเพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้น”
อีกค่ายหนึ่งคือกลุ่มประเทศที่มีกำลังผลิตน้ำมันมากกว่าอย่างซาอุดิอาระเบีย และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ก็ย้ำจุดยืนเดิมว่า “โอเปกต้องคงปริมาณกำลังผลิตน้ำมันไว้เช่นเดิม” ทั้งนี้เนื่องจากเกรงจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น นอกจากนั้นกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่ถูก ทำให้ภาวะราคาน้ำมันโลกย่อตัวลงไม่กระทบกลุ่มประเทศเหล่านี้มากนัก อีกทั้งยังเชื่อว่าปริมาณการบริโภคน้ำมันในจีนยังคงสูงอยู่เช่นเดิม
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกจึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะอยู่ในภาวะซบเซาในระยะยาวหากกลุ่มโอเปกหาข้อสรุปของการประชุมโอเปกในวันที่ 27 พ.ย.นี้ ไม่ใช่การปรับลดกำลังการผลิต
ถึงกระนั้น ในทางกลับกันแม้ผลการประชุมจะออกมาว่าโอเปกตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตลง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกยังมีปัจจัยที่จะทำให้ราคาน้ำมันถูกต่อไป ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของกลุ่มโอเปก นั่นก็คือปริมาณการส่งออกน้ำมันจากกลุ่มประเทศนอกโอเปก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “สหรัฐ”
เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างองค์การพลังงานระหว่างประเทศ(ไออีเอ) ว่าปริมาณการผลิตในสหรัฐแซงหน้าผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียไปเรียบร้อยแล้ว โดยสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 11 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะเดียวกันเมืองลุงแซมยังขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกตั้งแต่ปี 2010
กำลังการผลิตน้ำมันในสหรัฐถีบตัวสูงขึ้น เกิดขึ้นจากการค้นพบเทคโนโลยีใน “การขุดเจาะน้ำมันในชั้นหิน (เชลออยล์)” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมากในรัฐเทกซัสและนอร์ทดาโคตา ด้วยการใช้น้ำแรงดันสูงอัดฉีดลงไปในชั้นหินจนหินแตกตัวและสามารถนำมาใช้งานได้ในที่สุด
ความสามารถในการปลดล็อกทรัพยากรพลังงานจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันภายในประเทศเพิ่มเป็น 9 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 นอกจากนี้แม้ว่าการผลิตเชลออยล์จะมีต้นทุนสูง แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ทำให้สหรัฐปรับลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มโอเปกลดลงถึง 40% จนมาอยู่ที่ 2.9 บาร์เรล/วัน
กรณีดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่าง “ผิดปกติ” นอกจากปัจจัยด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและสหภาพยุโรป (อียู) จนสื่อต่างประเทศหลายสำนักวิเคราะห์กันว่า สหรัฐต้องการใช้พลังงานงานเป็น “อาวุธ” ในการกดดันรัสเซียที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ซึ่งกำลังขัดแย้งกับซีกโลกตะวันตกกรณีวิกฤตยูเครน
ไม่เพียงเท่านี้ การปลดล็อกทรัพยากรน้ำมันในชั้นหินนับเป็นเพียง “ก๊อกแรก” เท่านั้น เพราะขณะนี้สหรัฐยังมีกฎเหล็กในการห้ามส่งออกน้ำมันอยู่ อย่างไรก็ตามหลังจากการผลิตน้ำมันในสหรัฐทะยานสูงขึ้นก็เริ่มมีธุรกิจพลังงานหลายแห่งพยายามกดดันให้รัฐบาลวอชิงตันผ่อนคลายกฎข้อนี้ และแน่นอนว่า หากสหรัฐผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมันเมื่อไร ย่อมส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นหนึ่งในผู้กุมบังเหียนความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน และยิ่งเป็นการเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐบนเวทีโลกเป็นทวีคูณ
เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงไม่น้อยที่ราคาน้ำมันจะอยู่ในภาวะราคาต่ำเช่นนี้ไปอีกนาน เนื่องจากเงื่อนไขการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันที่เปลี่ยนไป และจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคตเลยทีเดียว
ในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญ น้ำมันราคาถูกถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับ “ประเทศตลาดเกิดใหม่” โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีสินค้าอุตสาหกรรมเป็นสินค้าส่งออกหลักที่จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ถูกลง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวดีและมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าและยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างญี่ปุ่นและชาติสมาชิกอียู
ภาวะราคาน้ำมันดิ่งเหวเช่นนี้กลับเป็นเงื่อนไขที่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินฝืดเร็วขึ้นไปอีก เพราะถึงแม้ในความเป็นจริงราคาน้ำมันที่ถูกลงจะส่งผลให้สินค้าถูกจนเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ทว่าเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้การบริโภคไม่เติบโต ขณะที่สินค้าราคาถูกจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินฝืดนั่นเอง
ดังนั้น ถึงแม้ว่าการประชุมกำหนดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกในวันที่ 27 พ.ย.นี้ จะมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่อีกปัจจัยที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งยาวต่อไปคือ สหรัฐยอมไขก๊อกผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมัน ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่สำหรับกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลกเลยทีเดียว สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป น่าจับตาไม่น้อยจริงๆ







