
เปิดสูตรที่มาสส.-สว. เลือกตั้งครม.ทางตรง
วาระปฏิรูปประเทศไทยใกล้ได้ข้อสรุป ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นเข้ามาตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่บังคับให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องเสนอแนวทางปฏิรูปต่อกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 20 วัน นับจากการเปิดประชุมครั้งแรก เท่ากับว่าวันที่ 19 ธ.ค.นี้ คือ “เดดไลน์” ที่ สปช.จะต้องส่งข้อเสนอทั้งหมดให้กับ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำไปประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
วาระปฏิรูปประเทศไทยใกล้ได้ข้อสรุป ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นเข้ามาตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่บังคับให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะต้องเสนอแนวทางปฏิรูปต่อกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน 20 วัน นับจากการเปิดประชุมครั้งแรก เท่ากับว่าวันที่ 19 ธ.ค.นี้ คือ “เดดไลน์” ที่ สปช.จะต้องส่งข้อเสนอทั้งหมดให้กับ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำไปประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้มีประเด็นที่อนุ กมธ.ปฏิรูปด้านต่างๆ เริ่มตกผลึกทางความคิดแล้วในหลายประเด็น อาทิ เรื่องระบบเลือกตั้งและที่มาของ สว. โดยคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 3 (ภาค 2 ผู้แทนการเมืองที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด 3 รัฐสภา และหมวด 4 คณะรัฐมนตรี) ที่มี สุจิต บุญบงการ เป็นประธาน ได้เสนอให้มี สส. 350-400 คน โดยคิดจากสัดส่วนของประชากร คือ สส.
1 คน ต่อประชากร 2 แสนคน อีกทั้งยังเสนอให้มีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ เขตละ 3-5 คน โดย สส.จะสังกัดพรรคหรือไม่สังกัดพรรคก็ได้ และยังคงไว้ซึ่งระบบบัญชีรายชื่อ แต่จะต้องลดสัดส่วนให้น้อยลง
สำหรับที่มาของ สว. ประกอบด้วย 2 ระบบ คือ 1.การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจังหวัดละ 1 คนเช่นเดิม และ 2.การสรรหาจากกลุ่มวิชาชีพ เช่น เกษตรกร ครู กลุ่มประมงและแรงงาน ฯลฯ ในขั้นแรก จากนั้นให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
ขณะที่คณะอนุ กมธ.ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองและองค์กรอิสระ ที่มี สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้กำหนดให้ที่มาของ สส.มาจากการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่รวมเบอร์ แต่ยังคงใช้หลัก 1 คน 1 เสียง
ด้านที่มาของ สว.นั้น คณะอนุ กมธ.ชุดนี้เสนอให้มาจาก 2 ส่วนเช่นกัน โดยส่วนที่ 1 มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จังหวัดละ 1 คน และในส่วนที่ 2 มาจากการเลือกตั้งของกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งให้แต่ละกลุ่มวิชาชีพคัดเลือกกันเองในกลุ่ม
ทั้งนี้ คณะอนุ กมธ.ชุดดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับการสรรหา สว.แบบเดิม เพราะกระบวนการดังกล่าวมีผู้สรรหาเพียง 7 คน จนสังคมเกิดข้อครหาถึงความยุติธรรม
นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ.ชุดดังกล่าวยังเห็นพ้องกันว่า ควรแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติและบริหารออกจากกันโดยเด็ดขาด ส่วนกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะมีความเห็นที่หลากหลาย
ขณะเดียวกัน ในที่ประชุมคณะอนุ กมธ.ปฏิรูปโครงสร้างยังมีการถกเถียงถึงประเด็นสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกของการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายบริหารในลักษณะ “Cabinet List” อาทิ เสนอให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนได้เห็นโฉมหน้า โดยต้องระบุชื่อผู้สมัครไว้ 50 รายชื่อ เพื่อสำรองไว้หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี แต่แนวคิดนี้ยังไม่เคาะ
ด้านคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญคณะที่ 10 ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การสร้างความปรองดอง ในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ ซึ่งมีการเสนอให้เริ่มนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี 2548-2557 แต่อาจจะยกเว้นกรณีที่ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิต และคดีหมิ่นฯ โดย บุญเลิศ คชายุทธเดช อนุ กมธ. ได้เสนอให้การร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมา แต่ไม่ควรเหมาเข่ง ซึ่งอาจตั้งคณะ กมธ.เสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์
ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องรอให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติออกมาก่อน แต่คงไม่หนีไปจากหลักการนี้







