posttoday
คนไทยกระอัก "หนี้รุมเร้า"

คนไทยกระอัก "หนี้รุมเร้า"

25 พฤศจิกายน 2557

หลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ว่า มีอัตราขยายตัว 0.6% และเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวแล้ว แม้ว่าทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1% ก็ตามแต่สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนและอัตราการผิดนัดชำระหนี้กลับเพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงเดียวกัน

หลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ว่า มีอัตราขยายตัว 0.6% และเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวแล้ว แม้ว่าทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1% ก็ตามแต่สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนและอัตราการผิดนัดชำระหนี้กลับเพิ่มขึ้นสูงมากในช่วงเดียวกัน

ชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า แม้ว่าไตรมาส 3 ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์จะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 3.39 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้แม้ว่าสินเชื่อซื้อรถยนต์คงค้างหดตัว 3.7% แต่สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆคงค้างยังคงเพิ่มขึ้น 13.4% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อการซื้อที่พักอาศัยที่ยอดคงค้างเพิ่มขึ้น 12.5%

อย่างไรก็ตาม การผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อภายใต้การกำกับและบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีมูลค่า 90,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.8% และคิดเป็น2.7 ต่อสินเชื่อรวม ในขณะที่สินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 48.9% มูลค่า14,644 ล้านบาท และยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 28.1% มูลค่า 8,153 ล้านบาท

“แม้ว่าการผิดนัดชำระหนี้จะยังไม่ถึงขั้นส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อภาพรวม แต่ก็ต้องเฝ้าระวังการผิดนัดชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากลักษณะของสินเชื่อกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบทั้งความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครัวเรือน เพราะเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากอาจทำให้สถาบันการเงินต้องกันสำรองเงินเพิ่ม” ชุตินาฏ ระบุ

นอกจากนี้ จากพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของประชาชน พบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำ มีหนี้บัตรเครดิตต่อรายในสัดส่วนที่สูง และมีภาระการจ่ายคืนหนี้ต่อรายได้สูงเช่นกัน รวมถึงความนิยมแบ่งจ่ายชำระหนี้ทำให้มีภาระดอกเบี้ยและอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ใช้บัตรกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงและมีรายได้ลดลง

ชุตินาฏ ระบุว่า นอกจากการสร้างวินัยและกระตุ้นให้ครัวเรือนวางแผนการเงินแล้ว ยังมีความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตต้องดูแลและปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อแก้ปัญหาการสร้างภาระหนี้ที่ไม่จำเป็นให้กับครัวเรือน เพราะจากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประเภทธนาคาร สถาบันการเงิน และเงินทุนหลักทรัพย์พบว่าในช่วงปี 25552557 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับบัตรเครดิตสูง ทั้งกรณีค่าธรรมเนียม ค่าปรับสูง ดอกเบี้ยล่าช้าสูง และอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไปสอดคล้องกับการร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ที่พบว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับบัตรเครดิตสูง โดยเฉพาะการคิดเงินต้นและยอดหนี้ไม่ถูกต้อง ซึ่งทำให้เกิดภาระที่ซ้ำเติมแก่ลูกหนี้

ขณะเดียวกัน การใช้ความรุนแรงในการทวงหนี้นอกระบบยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ และพบว่าขบวนการทวงหนี้นอกระบบที่ใช้ความรุนแรงในการติดตามทวงหนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจเงินกู้นอกระบบเติบโตอย่างกว้างขวางในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ทั้งในรูปบริษัท เช่น ไฟแนนซ์ สินเชื่อทั่วไป ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ จะเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นรายวันในอัตราสูง 520% ต่อเดือน หากลูกหนี้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ชำระตามกำหนด จะใช้วิธีการจ้างนักทวงหนี้ทั้งแบบสำนักงานกฎหมาย บุคคล หรือเข้าระบบ “แก๊งหมวกกันน็อก” เพื่อติดตามทวงหนี้โดยใช้วิธียึดทรัพย์สิน บีบบังคับ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และบ่อยครั้งถึงขั้นเสียชีวิต

ชุตินาฏ ยังระบุว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศในเดือน เม.ย. 2555 จะทำให้ช่องว่างค่าจ้างแรงงานเอกชนมีแนวโน้มลดลงชัดเจน แต่ปัจจุบันยังมีแรงงานที่ทำงานเต็มเวลา แต่ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 300 บาท อยู่ประมาณ 2.8 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวันและแรงงานเหมาจ่าย ที่มีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงในการจ้างงาน และทำงานอยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็ก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท