
กลิ่นทุจริตโชย
อานันท์ส่งสัญญาณรัฐบาลฟังเสียงโจษแบ่งปันผลประโยชน์นอกรอบกระฉ่อนแนะเร่งผลงานบริหารไม่เป็นตกม้าตาย
อานันท์ส่งสัญญาณรัฐบาลฟังเสียงโจษแบ่งปันผลประโยชน์นอกรอบกระฉ่อนแนะเร่งผลงานบริหารไม่เป็นตกม้าตาย
“อานันท์” ส่งสารถึงบิ๊กตู่สอบข่าวลือคอร์รัปชั่น ตกลงแบ่งประโยชน์กันนอกรอบ
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมเศรษฐกิจไทย : ความท้าทายและการปฏิรูป” ความส่วนหนึ่งว่า สิ่งที่ทำให้อึดอัดใจในขณะนี้คือ เริ่มไม่แน่ใจว่าความพยายามของรัฐบาลที่จะดูแลปัญหาคอร์รัปชั่นจะทำด้วยความจริงจังแค่ไหน
“ขณะนี้มีข่าวลือภายนอกมาก หวังว่าทหารคงได้ยินบ้าง แม้กระทั่งตัวผมเองซึ่งปกติไม่ชอบฟัง และไม่ชอบขยายต่อข่าวลือ ยังได้ยินมาว่ามีการพูดถึงการตกลงกันนอกรอบเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ จึงได้แต่หวังว่าข่าวลือที่ได้ยินมาจะไม่ใช่แต่ถ้าเป็นจริง ใครที่ทำก็ต้องรับผิดชอบ” นายอานันท์ กล่าว
อดีตนายกรัฐมนตรีเสนอแนะว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรู้ว่ามีข่าวลือข้างนอกอย่างไรบ้าง เพราะตัวเองจะรู้ดีที่สุดว่าข่าวลือนั้นจริงหรือไม่ ถ้าทำจริงก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าไม่จริงต้องรีบทำความเข้าใจต่อสาธารณชน
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วคิดว่าไม่มีทางขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นได้อย่างหมดสิ้น เพียงแต่จะทำด้วยความจริงจังแค่ไหน
นายอานันท์ กล่าวอีกว่า หลังการรัฐประหารจบลง ความไม่สงบได้หมดไปในหลายพื้นที่ และรัฐบาลเริ่มทำอะไรก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
การบริหารราชการไม่ใช่เรื่องของการรักษาความสงบอย่างเดียว ยังมีอีกหลายมิติ ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหาร เทคโนแครต จะดูแลปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายอานันท์ กล่าวว่า จากประสบการณ์เห็นว่าเรายังขาดคนที่ทำเป็นมากกว่าพูด เพราะรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากไหน จะมาจากเลือกตั้งหรือรัฐประหาร ถ้าบริหารไม่เป็นสุดท้ายก็ตกม้าตาย
“ผมเห็นว่าถ้ายังสนใจปรองดอง ก็ต้องแยกให้ถูก ปรองดองก็เรื่องหนึ่ง การเอาผิดเอาโทษก็เรื่องหนึ่ง การปฏิรูปก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การปฏิรูปเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในปัจจุบัน เพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคต ถ้าจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ จะต้องจับประเด็นให้ถูกว่าความไม่ปรองดองเกิดที่ไหนซึ่งคิดว่าเกิดจากตัวบุคคล แต่การประสานระดับบุคคลและการประสานผลประโยชน์ก็ยังไม่สามารถนำไปสู่การสร้างความปรองดองที่แท้จริง
“ปัญหาความแตกแยกในเมืองไทยมีมาช้านาน แต่มารุนแรงขึ้นในช่วง 34 ปีนี้ ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็มีปัญหารุนแรงไม่น้อยกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี อียิปต์ รัสเซียและยูเครน เป็นต้น เปรียบเทียบกับไทยแล้วจิ๊บจ๊อย ถึงมีความหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาความไม่ปรองดองในไทยได้ แต่จะต้องจับประเด็นให้ถูก ความไม่ปรองดองในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของชนชั้น เรื่องของกรุงเทพฯต่างจังหวัด เรื่องของอุดมการณ์ แต่มันเป็นกระแสที่ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดความไม่ปรองดองขึ้น ในอดีตเรื่องของความแตกแยกอาจจะเป็นเรื่องของซ้ายและขวา แต่ปัจจุบันเกิดจากความเหลือมล้ำในทุกด้าน ทั้งฐานะ อำนาจต่อรอง สิทธิและโอกาส มันเป็นเรื่องของข้างบนและข้างล่างที่หนักขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องทำความเข้าใจว่าไฟลท์ติ้ง ไลน์กำลังเปลี่ยนไป
การแก้ปัญหาความไม่ปรองดอง ชนชั้นบน ชนชั้นปกครองที่มีการศึกษาจะต้องรับฟังข้างล่างที่ด้อยกว่าทุกด้าน ซึ่ง พูดง่ายแต่ทำยาก และจะกลายเป็นเรื่องที่ท้ายทายของรัฐบาลอีกประเด็น สุดท้ายข้างบนจะฟังข้างล่างได้อย่างจริงใจแค่ไหน เพราะไม่ได้บอกว่าจะต้องฟังหมด เพราะบางอย่างอาจไม่สมเหตุสมผล แต่ข้างบนเมื่อมีโอกาสก็ต้องปรับตัว เปิดกว้างรับฟังเพื่อให้เห็นความจริงใจว่า ตั้งใจจะฟัง ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง และตั้งใจที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหา
นอกจากนั้น การปฎิรูปประเทศจะต้องมีเรื่องของการคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วย แต่ปัญหาของไทยคือ เรื่องของการกระจุกตัวของอำนาจการบริหารที่รวมอยู่ศูนย์กลาง ขณะที่รายได้ของประเทศ 2 ใน 3 ก็กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนแค่ 10% แต่การกระจายอำนาจที่ผ่านมาทั้งการเลือกตั้งต่างๆ ก็ยังเป็นภาพลวง ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนยังมีการแบ่งอำนาจบริหารให้ท้องถิ่นมากกว่า เพราะอย่างนั้นต้องมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีสิทธิ์ดูแลชีวิตของตัวเองรวมถึงการอนุญาติให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้เอง และมีสิทธิปฎิเสธที่จะไม่เดินตามกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่สศช.ออกมาเพราะจะใช้แบบเดียวกันทั่วประเทศไม่ได้ เพราะนั้นคนไทยต้องหัดเป็นคนใจกว้าง ฟังและใส่ใจคนอื่นมากขึ้น อย่าถือว่าตัวเองดีหมด ไม่ใช่มองทุกอย่างมาจากตัวเอง มองจากสถานะของตัวเอง
ขณะเดียวกัน อย่าไปคิดว่า 1 ปีเริ่มทำแล้วปฎิรูปเรียบร้อย อยากให้เข้าใจว่าการปฎิรูปประเทศ รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาให้ทุกอย่างจบลงไป เพราะการปฎิรูปเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบ ส่วนการเลือกตั้งและร่าง รธน.ฉบับใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย เพราะยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ เช่น เรื่องของสิทธิในการออกความเห็น ความเป็นอิสระ และเที่ยงธรรมของศาล ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การแก้ปัญหารากเหง้าอย่างความเหลือมล้ำและความไม่ยุติธรรม ทุกอย่างจะต้องทำไปพร้อมกัน” นายอานันท์กล่าว







