
ยิ่งจับยิ่งเสื่อม
จุดติดจนเริ่มก่อตัวกลายเป็นกระแสสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ อยู่เวลานี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จุดติดจนเริ่มก่อตัวกลายเป็นกระแสสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ อยู่เวลานี้
สำหรับหลากหลายลีลาป่วนกวนใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ล่าสุดกับการชูสามนิ้วเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ต้านรัฐประหาร
ก้าวย่างนับจากนี้ของรัฐบาล คสช. จึงเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง กับการหาทางสกัดการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้ลุกลามขยายวงไปมากกว่านี้
เพราะหากพลาดพลั้งเลือกทางเดินผิด แทนที่จะปลดชนวนเคลื่อนไหว อาจกลายเป็นการเติมเชื้อกระตุ้นให้การเคลื่อนไหวลุกลามบานปลายและรุนแรงมากขึ้น
ยิ่งหากแข็งขืนดึงดันจะใช้แต่ “ไม้แข็ง” มุ่งปราบปรามเป็นหลัก ยิ่งสุ่มเสี่ยงจะเกิดกระแสตีกลับได้ง่ายยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบัน
ที่ผ่านมากลุ่มป่วนต้านรัฐประหารทำท่าจะอ่อนแรงลงไปหลัง คสช. งัดมาตรการสกัดกั้นรีบ “ตัดตอน” ป้องกันเกิดกระแสเลียนแบบ ทำให้ กลุ่มนักศึกษาที่เคยเคลื่อนไหวกินแซนด์วิช อ่านหนังสือ 1984 ตามสถานที่ต่างๆ ถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ
กระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ถูกลูบคมกลางงานสู้ภัยแล้งหน้าศาลากลางขอนแก่น เมื่อนักศึกษากลุ่มดาวดิน สวมเสื้อยืดสกรีนคำว่า ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร พร้อมชูสามนิ้ว
แถมเช้ามืดก่อนหน้านั้นยังมีมือดีเอาใบปลิว “อีสานไม่ต้อนรับเผด็จการ !!!” ไปโปรยไว้ตามทาง ต้อนรับการลงพื้นที่อีสานครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์
หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักศึกษาทั้ง 5 คน เกิดแรงกระเพื่อมเพิ่มเติม เมื่อกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมารวมตัวจัดกิจกรรม “ปิคนิคอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ชิมไป บ่นไป” เพื่อให้กำลังใจแก่เพื่อนนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัว แต่สุดท้ายกลุ่มนักศึกษาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ถูกควบคุมตัวไปลงบันทึกประจำวันเช่นกัน
กระแสต่อต้านรัฐประหารเริ่มขยายวงรุนแรงมากขึ้น โดยได้แรงหนุนทางอ้อมจากภาพยนตร์ “เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์” ต้นตอของสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในเวลานี้
ปรากฏการณ์ตั้งเค้ารุนแรงจนถึงขั้นโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ ต้องงดฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวหลังมีกระแสข่าวว่านักศึกษากลุ่มหนึ่งจะมาใช้พื้นที่โรงหนังจัดกิจกรรมต้านรัฐประหาร
สุดท้ายจึงเหลือเพียงแค่การชูสามนิ้วต้านรัฐประหารโรงหนังข้างเคียงเพียงไม่กี่ราย ปรากฏเป็นภาพถ่ายกระจายอยู่ในสังคมออนไลน์
ต้องยอมรับว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้กระแสต้านรัฐประหารกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง มาจากการปิดหู ปิดตา ปิดปาก การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ภาควิชาการ ในหลายเวทีสะสมต่อเนื่องมานาน
ทั้งกิจกรรม “ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต มี ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นวิทยากร ต่อเนื่องด้วย เสวนาเรื่อง “ความสุขและความปรองดองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557” ไปจนถึง เสวนาเรื่องปี๊บ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แต่ที่ดูจะเป็นปัญหาเป็นพิเศษคืองานเสวนา “ผืนดินเราที่ดินใคร ปิดประตูการปฏิรูป” หรือ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” มาจนถึง “จากแม่วงก์ถึง คชก….ใครลักไก่ EHIA?” ซึ่งหัวข้อเหล่านี้ล้วนแต่สอดรับกับกระบวนการปฏิรูป ที่ทาง คสช.กำลังปลุกปั้น
ทุกอย่างจึงดูกลับตาลปัตร สวนทางกับการปฏิรูปที่ด้านหนึ่งพยายามทำเหมือนต้องการลงไปรับฟังความคิดเห็นจากในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับปฏิเสธที่จะให้ในพื้นที่จัดกิจกรรมรับฟังความเห็น
ลำพังจะอ้างเพียงแต่เพื่อป้องกันกลุ่มการเมืองฉวยโอกาสเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วต้องปิดกั้นไม่ให้กลุ่มอื่นๆ เคลื่อนไหว จึงไม่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง
ยิ่งกับการเคลื่อนไหวที่เป็นสัมมนาวิชาการ หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาปากท้อง สภาพความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการออกคำสั่ง คสช.
การเลือกใช้แต่ไม้แข็งงัดมาตรการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ไปจนถึงการควบคุมตัว นักวิชาการ ชาวบ้าน เครือข่ายประชาชน ไปปรับทัศนคติกันหลายราย จึงยิ่งบ่มเพาะความไม่พอใจสะสมไว้จนถึงขั้นปะทุออกมาเป็นกระแสต่อต้านในรูปแบบเท่าที่ทำได้
โดยเฉพาะการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ชูสามนิ้ว ที่จากนี้คงจะขยายวงกว้างและย้อนกลับมาเป็นแรงเสียดทาน คสช.มากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นการแสดงออกทางเดียวที่พอจะทำได้ แถมยังเห็นผลได้ทันใจ และถูกขยายต่อได้อย่างรวดเร็วทั้งในและนอกประเทศ
แม้แต่ อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกโรงยืนยันว่าการชูสามนิ้วเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่ทำได้ แต่หากรัฐบาล คสช. จะมองว่าเป็นการขัดกฎอัยการศึกก็ต้องอธิบายให้ได้
ทางออกที่ถูกต้องจึงอาจไม่ใช่อยู่ที่การไล่จับคนชูสามนิ้ว แต่ต้องมองไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงอย่างการปิดกั้นการเคลื่อนไหว หรือการแสดงออก
จะเห็นว่าขณะนี้เริ่มมีการล่ารายชื่อกระแสเรียกร้องยกเลิกกฎอัยการศึก สวนทางกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังยืนยันความจำเป็นของกฎอัยการศึก “จากนี้สื่อไม่ต้องมาถามเรื่องกฎหมายพิเศษอีก ถามว่ากฎอัยการศึกไม่มีได้ไหม ก็แล้วถ้ามีใครเดือดร้อน วันนี้อนาคตของชาติต้องมาก่อน”
การกระชับอำนาจคิดแต่จะใช้ไม้แข็งสกัดการเคลื่อนไหวของมวลชนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช. และสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างปัญหามากกว่าเดิม







