
หั่นดอกแค่หมัดแรก จีนจัดทัพใหม่กู้เศรษฐกิจ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แม้ว่าก่อนหน้านี้ จีนจะประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่าสามารถทนทานต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปีได้ แต่ท่าทีนี้กำลังจะเปลี่ยนไปหลังจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจให้กับทั่วโลก
การหั่นอัตรา “ดอกเบี้ยเงินฝาก” ลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% และปรับลด “ดอกเบี้ยเงินกู้” ลง 0.4% เป็น 5.6% แน่นอนว่าทางพีบีโอซีมีเป้าหมายสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในของจีน ซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะที่ภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนอย่าง “ตลาดอสังหาริมทรัพย์” กำลังชะลอตัว โดยพบว่าบ้านมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องใน 67 เมืองใหญ่จากทั้งหมด 70 เมือง
และที่สำคัญคือภาวะการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อ หลังจากทางการกรุงปักกิ่งเพิ่มความเข้มงวดในภาคส่วนดังกล่าว ที่ถึงแม้จะมีขึ้นเพื่อหวังขจัดหนี้เสียและลดการขยายตัวของภาวะฟองสบู่ ทว่าในทางกลับกัน การชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่กลายเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจแดนมังกร
การออกโรงของพีบีโอซีครั้งนี้ถือเป็นการงัด “นโยบายทางการเงิน” ออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก หลังจากที่ตลอดช่วงปี 2014 ที่ผ่านมา ทางการจีนได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “นโยบายทางการคลัง” มาตลอด อาทิ การปล่อยกู้ให้กับบรรดาธนาคารรัฐวิสาหกิจ การออกโครงการสร้างทางรถไฟ เป็นต้น แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่เพราะจีนเกรงจะกระทบกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ การกระตุ้นจึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร
ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนกำลังดึงเอานโยบายการเงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในฐานะสิ่งจำเป็นสำหรับภาวะในปัจจุบัน หลังจากที่การอัดฉีดผ่านนโยบายทางการคลังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะนอกจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ซบเซาภายในแล้ว ขณะนี้ต้องถือว่าจีนได้รับแรงกดดันจากความเคลื่อนไหวภายนอกพอสมควรทีเดียว จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะ “ขาลง” ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต่างพากันหั่นดอกเบี้ยจนใกล้ 0% เพื่อขจัดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเงินฝืด จะมีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่แนวโน้มดอกเบี้ย “ขาขึ้น” จากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว
นอกจากนั้น ภาคส่งออกที่ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังคงสำคัญตราบเท่าที่การบริโภคภายในยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ยังชะลอตัวอยู่ที่ 11.6% และได้รับแรงกดดัน ค่าเงินของประเทศคู่แข่งทางการส่งออกอย่างญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าจากจีนสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับสินค้าจากแดนปลาดิบ และอาจส่งผลให้จีนอาจต้องใช้มาตรการบางอย่างเพื่อแทรกแซงค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงในอนาคต
กรณีดังกล่าวทำให้มีความเสี่ยงที่จีนจะพลาดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 7.5% โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 7.3% เท่านั้น
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ยังถือเป็นเพียง “หมัดแรก” เท่านั้นสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมาในอนาคต โดยทั้ง เจพี มอร์แกน บาร์กลีย์และยูบีเอส ซึ่งต่างก็เป็นสถาบันการเงินรายใหญ่ เห็นพ้องกันว่า ธนาคารกลางจีนน่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต เพื่อรับมือกับความผันผวนในเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบจากการที่จีนหันมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจที่ซบเซาที่สุดในรอบ 5 ปี รวมถึงชาติต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น “ซัพพลายเออร์” ให้กับแดนมังกร ที่จะมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังจีนมากขึ้น
แต่ในมุมกลับ การปรับแผนด้วยการกลับมาดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งจะทำให้จีนไม่สามารถหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ เช่น ปัญหาหนี้ภาคเอกชนและภาครัฐบาลท้องถิ่นพองตัว ซึ่งอาจจะปะทุกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไปได้ในที่สุด
ทำนองเดียวกัน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร้ทิศทางของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก ย่อมทำให้การเคลื่อนที่ของเงินทุนเกิดความผันผวนในที่สุด โดยมีแนวโน้มที่ทุนจะไหลไปสู่สหรัฐที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบคงหนีไม่พ้นบรรดาชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะต้องเผชิญกับภาวะสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่า
ดังนั้น การปรับแผนทางเศรษฐกิจใหม่โดยทางการจีนนำ “นโยบายการเงิน” มาร่วมทัพด้วย นับเป็นข่าวดีอย่างแน่นอนสำหรับเศรษฐกิจจีน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียงที่จะทำให้จีนไม่หลุดจากภาวะการเติบโตบนกองหนี้จำนวนมหาศาล ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือภาวะผันผวนที่จะเกิดขึ้นในตลาดโลก อัตราดอกเบี้ยโลกที่ไร้ทิศทาง







