
ฝืดอย่างไร
ดูเหมือนว่าปัญหาเงินฝืดที่กำลังเป็นที่หวาดกลัวในขณะนี้ ทั้งในยุโรปและทั่วโลกนั้นกำลังเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง และกำลังถูกโยนให้เป็นความผิดของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในตะวันออกกลาง หรือปัญหายูเครน แต่ในด้านหนึ่งต้องยอมรับกันว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ไม่นานครับ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเร้าทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจโดยเฉพาะในยุโรปปรับลดลง แต่จะโทษว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเงินฝืดเสียทั้งหมดไม่ได้
ดูเหมือนว่าปัญหาเงินฝืดที่กำลังเป็นที่หวาดกลัวในขณะนี้ ทั้งในยุโรปและทั่วโลกนั้นกำลังเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง และกำลังถูกโยนให้เป็นความผิดของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในตะวันออกกลาง หรือปัญหายูเครน แต่ในด้านหนึ่งต้องยอมรับกันว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ไม่นานครับ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเร้าทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจโดยเฉพาะในยุโรปปรับลดลง แต่จะโทษว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเงินฝืดเสียทั้งหมดไม่ได้
ในยุโรปเอง ต้องยอมรับว่า ยุโรปกำลังอยู่ในช่วงระยะพ้นไข้จากวิกฤตหนี้เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งผลจากวิกฤตการเงินในสหรัฐ ต่อเนื่องมาถึงปัญหาหนี้ของยุโรปนั้น ได้ทำให้ภาครัฐของยุโรปทั้งหลายต่างงัดใช้มาตรการรัดเข็มขัดขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี หรือฝรั่งเศส สองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซน ทำให้การใช้จ่ายจากภาครัฐก็ชะลอลงตามไปด้วย
แน่นอนว่า นโยบายรัดเข็มขัดจากภาครัฐ ย่อมส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคโดยตรง และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาเงินฝืดที่ยุโรปเองก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ครับ
อีกทั้งที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า รูปแบบการฟื้นตัวของกลุ่มยูโรโซนนั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะฟื้นไปพร้อมๆ กัน ประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างเยอรมนีเท่านั้นที่ดูดีกว่าเพื่อน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เหลือนั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤตหนี้นั้นไม่สู้ดีนักไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือสเปนซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 และ 3 ของกลุ่มครับ แม้ว่าที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรปจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่จากนโยบายรัดเข็มขัด และเศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นตัวจริงนั้น ก็ยิ่งทำให้ยุโรป
หนีปัญหาเงินฝืดไม่พ้นครับ
แม้กระทั่งในสหรัฐ ตัวเลขดัชนีราคาเงินเฟ้อก็ยังห่างจากเป้าหมายที่ 2% อยู่เช่นกัน โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดนั้นอยู่ที่ราวๆ 1.7% เท่านั้น แม้ว่าที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐจะทุ่มเงินไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคิวอี และใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมานานแล้วก็ตาม
ภาวะที่เกิดขึ้นในสหรัฐก่อให้เกิดคำถามมากขึ้นว่าเพราะเหตุใด ซึ่งอาจจะตอบได้ว่าเป็นเพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐนั้น เงินได้ไหลลงสู่ตลาดทุน และภาคการเงินเท่านั้นไม่ได้ไหลลงสู่เศรษฐกิจภาคจริงเสียเท่าไหร่ ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อีกทั้งภาคเอกชนสหรัฐยังเน้นการทำกำไรจากการลดต้นทุนต่อไปด้วย
ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ฉุดให้ระดับราคาสินค้าของทั้งสหรัฐและยุโรปไม่กระเตื้องขึ้น และทำให้ภาวะเงินฝืดกลายเป็นสิ่งที่คุกคามเศรษฐกิจของทั้งสองเขตหลักของโลกนี้ไปแล้วครับ







