posttoday
งบลงเพียบไตรมาส1ศก.ฟื้น

งบลงเพียบไตรมาส1ศก.ฟื้น

24 พฤศจิกายน 2557

‘อุ๋ย’การันตีเงินกำลังหมุนไปในธ.ค.นี้ เสนอครม.ลดภาษีดึงต่างชาติตั้งฮับในไทย

‘อุ๋ย’การันตีเงินกำลังหมุนไปในธ.ค.นี้ เสนอครม.ลดภาษีดึงต่างชาติตั้งฮับในไทย

ปรีดิยาธร มั่นใจเศรษฐ กิจปีหน้าโต 4% แน่นอน มาตรการอัดงบเห็นผลไตรมาส 1 แก้สารพัดกฎหมาย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนประเทศไทย” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 32 ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะเห็นผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2558 อย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2558 ขยายตัวได้ในระดับ 4%

รองนายกฯ ชี้แจงว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะมาจากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2557 ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาการใช้เงินงบประมาณได้ 10.5% ของจำนวน 1.47 แสนล้านบาท ภายในเดือน ธ.ค. ซึ่งเงินจำนวนนี้จะเข้าสู่ระบบได้ทันที

ขณะที่งบลงทุนในปี 2558 จำนวน 1.3 แสนล้านบาทนั้น ภายใน 3 เดือนแรก ก็ได้มีการเซ็นสัญญาใช้แล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2558 จะมีเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น จึงจะผลักดันให้เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้พยายามปรับแก้กฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจของภาคเอกชน โดยภายในวันอังคารที่ 25 พ.ย. 2557 จะมีการเสนอการปรับแก้กฎหมายด้านภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค (อาร์โอเอช) เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ในเมืองไทย โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเทียบเคียงกับฮ่องกงและสิงคโปร์ได้อย่างแน่นอน

ขณะที่ขั้นต่อไปจะปรับแก้การขออนุญาตเข้าทำงานของชาวต่างชาติให้เอื้อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

ด้านการส่งเสริมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ขณะนี้ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่การเตรียมตัวของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการปรับแก้กฎระเบียบ กฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเปิดเสรี ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายกว่า 100 ฉบับที่รอการปรับแก้อยู่ โดยรัฐบาลจะพยายามดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2558 เพื่อการทำการค้า การลงทุนของผู้ประกอบการไทยภายในอาเซียนเป็นไปอย่างสะดวก เพราะหากดำเนินการไม่ทันจะเป็นอุปสรรคต่อการค้าได้

“ในการขับเคลื่อนประเทศไทย รัฐบาลชุดนี้ต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันการปฏิรูปประเทศ เพราะหลายเรื่องหากรัฐบาลชุดนี้หมดวาระไป ปัญหาเดิมก็จะกลับคืนมา ทั้งในด้านเศรษฐกิจที่ประเทศไทยยังคงมีจุดอ่อนในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพลังงานที่มีการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยมากกว่า 18.8% ของจีดีพี รัฐบาลชุดนี้มีหน้าที่เข้ามาปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาวให้ราคาพลังงานสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

สำหรับปัญหาโครงสร้างการหารายได้ของรัฐนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องปรับการหารายได้เพิ่ม เพื่อนำมาซึ่งงบประมาณในการลงทุนพัฒนาประเทศ เช่น การจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ภาษีน้ำมันดีเซล เป็นต้น ปัญหาโครงสร้างการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีการวางแผนได้เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาจะดำเนินการตามแผนที่วางไว้

ด้านการเพิ่มรายได้ให้ผู้ยากไร้โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา และชาวสวยยาง จะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงโดยไม่ใช้มาตรการที่กระทบตลาด เป็นต้น

ขณะที่จุดอ่อนด้านสังคม ประเทศไทยมีจุดอ่อนมาก ได้แก่ ปัญหาความปลอดภัยในชีวิต การศึกษา และปัญหาหนี้สิน ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับสภาปฏิรูป และสุดท้ายจุดอ่อนด้านการเมือง ได้แก่ ระบบการเมืองที่รวมอำนาจบริหารและนิติบัญัติไว้ด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจกันได้ ปัญหาค่านิยมแบบผิดของนักการเมือง และขบวนการขจัดนักการเมืองที่ทำผิด ซึ่งการแก้ไขก็ขึ้นอยู่กับสภาปฏิรูป และการร่วมมือกันของภาคเอกชนและทุกภาคส่วนให้ช่วยเดินหน้ากันกดดันปัญหาคอร์รัปชั่น

พร้อมกันนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้รับสมุดปกขาว ซึ่งเป็นผลสรุปการประชุมของหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 32จากนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการไทย โดยมีการสรุปผลการประชุมเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 “อาเซียน : โอกาสที่ไร้พรมแดน” โดยมีข้อสรุป คือผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัว และเรียนรู้กฎระเบียบของเออีซี ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับตนเองให้ชัดเจนลึกซึ้งและครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จากกฎระเบียบการค้าต่างๆ อาทิ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงมาตรการที่มิใช่ภาษี กฎหมายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

กลุ่มที่ 2 “ต้องเป็นเลิศตลอด !! ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” ที่ประชุมเห็นว่า ควรมุ่งพัฒนาธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลอดห่วงโซ่การผลิตเพื่อให้มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยมีข้อเสนอแนะที่หอการค้าไทยและผู้ประกอบการควรดำเนินการดังนี้ การรวมกลุ่มเพื่อเชื่อมโยงต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และกลุ่มที่ 3 เรื่อง “นวัตกรรม...เราต้องทำ” ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า นวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตทางธุรกิจ แต่การนำนวัตกรรมไม่เพียงแต่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นแต่รวมไปถึงธุรกิจขนาดกลางและย่อม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท