
เขื่อนแม่วงก์...ถึงคราวปิดฉาก?
นับตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเป็นปีแรกที่กรมชลประทานในยุคนั้นเริ่มมีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่บริเวณเขาชนกัน
นับตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเป็นปีแรกที่กรมชลประทานในยุคนั้นเริ่มมีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่บริเวณเขาชนกัน อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ สร้างเขื่อน เพราะเล็งเห็นว่าเป็นบริเวณที่เคยถูกสัมปทานไม้มาตั้งแต่อดีต จนป่าหมดสิ้นความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมี อย่างไรก็ดี ไอเดียการใช้พื้นที่ดังกล่าวก็ถูกล้มเลิกไปในที่สุด เนื่องจากเป็นที่ดินของนักการเมืองรายหนึ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องมองหาพื้นที่สร้างเขื่อนแห่งใหม่ นั่นก็คือที่มาของแนวคิดในการสร้างเขื่อนบริเวณเขาสบกกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หรือจุดที่ถูกต่อต้านไม่ให้สร้างในปัจจุบัน
ฝ่ายที่คัดค้านการก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์ ระบุว่า เขื่อนจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของผืนป่าตะวันตกโดยรวม ระบบห่วงโซ่ความสัมพันธ์ในหมู่สัตว์และพืชในผืนป่า กระทบความหลากหลายทางชีวภาพที่จะประกันความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนของธรรมชาติทั้งระบบ
ผลกระทบยังส่งผลโดยตรงต่อชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการและพื้นที่ต่อเนื่อง ที่จะมีการเวนคืนที่ดินและทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก เพื่อการสร้างคลองชลประทานและถนน โดยระบุอีกว่าประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ จ.นครสรรค์ ไม่ต้องการเขื่อน
งบประมาณซึ่งถูกตั้งไว้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ตามมติของคณะรัฐมนตรีชุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2555 จะสูญเปล่า ป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ได้ เพราะจะสามารถรับน้ำได้เพียงประมาณ 2% ของปริมาณน้ำที่เข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นอกจากนี้ ในแง่ของประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม หรือเป็นแหล่งน้ำสำหรับเพาะปลูก ก็พบว่ายังตอบโจทย์ดังกล่าวได้ไม่ดีนัก
ฝ่ายที่หนุนให้สร้างระบุว่า หากสร้างแล้วจะทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนในลุ่มน้ำแม่วงก์เพิ่มขึ้นประมาณ 258 ล้าน ลบ.ม. เพื่อใช้เป็นน้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การประมงน้ำจืด รวมทั้งเพื่อการท่องเที่ยว ส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 127 หมู่บ้าน 23 ตำบล 6 อำเภอ 3 จังหวัด เขื่อนจะเพิ่มผลผลิตด้านสัตว์น้ำ สัตว์ป่าจะได้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำในด้านการเป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร ฯลฯ และระบุอีกว่า พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนเป็นป่าปลูกใหม่ที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม หลังจากเป็นเขตอุทยานในโครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบุว่า เป็นป่าเต็งรัง 33% ป่าไผ่ 9% ป่าไม้เบญจพรรณ 51% ที่รกร้าง 5% และแหล่งน้ำ 2% ยืนยันด้วยคำพูดของนักการเมืองในพื้นที่ว่าเป็นป่าเสื่อมโทรมที่มีชนกลุ่มน้อยบุกรุกทำลายป่ามาแล้วเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลืออยู่มากนัก
อย่างไรก็ดี หลังจาก นิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทำหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์อย่างเป็นทางการ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่เข้าประชุมกลับมารายงานว่ามีข้อมูลหลายด้านที่บริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำ EIA นำเสนอในที่ประชุมไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องสัตว์ป่า สภาพพื้นที่ป่า และเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งตามสภาพแล้วป่าแม่วงก์เป็นป่าที่มีความสมบูรณ์อย่างมาก เป็นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของเสือโคร่ง ที่ขยายพันธุ์ออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ และยังพบเขียดงูดอยสุเทพ ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งที่ 2 ในประเทศไทย รวมทั้งพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่อย่างค้างคาวจมูกหลอดเล็กท้องขาว จึงควรหาทางเลือกในการจัดการน้ำแนวทางอื่นที่ไม่ต้องสูญเสียพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่
เอกสารดังกล่าวยังระบุอีกว่า อุทยานแห่งชาติแม่วงก์เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลก ซึ่งในอนาคตจะต้องผนวกรวมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่มรดกโลกด้วย กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงมองว่าหากปล่อยให้เกิดการสร้างเขื่อนขึ้นมาจะต้องมีปัญหาแน่นอน และพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็อุดมสมบูรณ์เกินกว่าที่จะเอาพื้นที่ป่าไปสร้างเขื่อน จึงทำหนังสือแจ้ง คชก.ว่า จากข้อมูล ข้อเท็จจริง และสภาพที่เป็นอยู่เวลานี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่เห็นด้วยกับการสร้าง ความเห็นดังกล่าวถือเป็นการเทกแอ็กชั่นของอุทยาน ในกรณีสร้างเขื่อนในพื้นที่นี้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลังจากนั้น เกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ คชก. ก็ออกมาบอกว่า คชก.มีมติร่วมกันว่า หากก รมอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นด้วยให้เข้าไปใช้พื้นที่ก็ถือว่าได้ข้อยุติแล้ว
เลขาฯ สผ.ยังระบุอีกว่า ในอนาคตหากกรมชลประทานมีข้อมูลใหม่ให้ คชก.พิจารณาอีกครั้ง คชก. ก็มีหน้าที่ให้ความเห็นประกอบเพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กรมชลประทานควรหารือรายละเอียดของพื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติเรื่องตัวเลขและสถานการณ์ต่างๆ ให้ตรงกันก่อน
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้จุดกระแสรณรงค์ให้ยุติการสร้าง ระบุเช่นกันว่า แม้โครงการเขื่อนแม่วงก์จะมีโอกาสกลับมาได้ยาก แต่ก้าวต่อไปที่ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าต่อไป คือ การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้สิ่งที่ทางมูลนิธิสืบฯ จะผลักดันให้เข้าไปจัดการน้ำทางเลือกหรือการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งในบริเวณดังกล่าว โดยจากการศึกษาของมูลนิธิสืบฯ พบว่า การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กผ่านเข้าไปในพื้นที่ที่มีปัญหาจะสามารถลดผลกระทบทั้งจากน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ วิธีการดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าถึงน้ำได้มากกว่าระบบชลประทาน แต่เวลานี้ยังไม่มีระบบโครงข่ายให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีปัญหาเข้าถึงได้
“ไม่ใช่ว่าพอไม่มีเขื่อนแม่วงก์แล้วปัญหาของชาวบ้านจะหมด เพราะพื้นที่ดังกล่าวจะมีทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอยู่ กินพื้นที่กว้างประมาณ 1 ล้านไร่” ศศิน กล่าว
ผู้รับผิดชอบในโครงการเขื่อนแม่วงก์มี 4 หน่วยงานหลัก คือ 1.กรมชลประทาน 2.กรมทรัพยากรน้ำ 3.กรมโยธาธิการและผังเมือง และ 4.ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนตำบล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้คือกรมชลประทานไม่เคยทำโครงการเล็กๆ ในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพราะติดขัดในเรื่องกฎหมาย ส่วนกรมทรัพยากรน้ำก็ทำเฉพาะโครงการเล็กๆ ในพื้นที่ย่อยๆ ไม่เคยทำเรื่องใหญ่ๆ ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนก็อาจจะเกิดปัญหาในพื้นที่ตามมา
ปัญหาเขื่อนถูกพับเก็บไปแล้ว ถึงเวลากางแผนแก้ปัญหาการจัดการน้ำในวันข้างหน้าที่จะมาถึง เพื่อปิดทางการยกเหตุผลเดิมๆ ขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างเขื่อนในอนาคต







