
สมาธิ
เวลาเรานั่งถ้าเรายังสังเกตลมไม่ได้ ก็ให้ตั้งใจว่า “เราจะหายใจเข้า เราจะหายใจออก”
เวลาเรานั่งถ้าเรายังสังเกตลมไม่ได้ ก็ให้ตั้งใจว่า “เราจะหายใจเข้า เราจะหายใจออก” (คือเราจะเป็นผู้หายใจ ไม่ใช่ปล่อยให้มันหายใจเองโดยธรรมชาติ) ตั้งสติทำดังนี้ทุกครั้งที่หายใจ แล้วเราก็จะจับลมได้
การกั้นจิตให้รู้อยู่ในตัวไม่ใช่หมายความว่าให้กั้นโดยกักขัง ได้แก่ การสะกดจิต สะกดลม กลั้นลม จนเกิดความอึดอัดขาดความอิสระ อย่ากลั้นลมหรือสะกดลมไว้ ต้องปล่อยให้จิตอยู่เฉยๆ ให้มีอิสระตามสภาพของมัน เพียงแต่คอยกันจิตไว้ให้อยู่คนละทางกับอารมณ์เท่านั้น ถ้าไปสะกดจิตสะกดลมเข้าแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายอึดอัดทำการงานไม่สะดวก อาจทำให้ปวดให้เมื่อยบ้าง ทำให้ขัดให้ยอกบ้าง หรือทำให้มึนชาเป็นเหน็บก็ได้
ฉะนั้น จึงต้องปล่อยให้จิตอยู่โดยธรรมดาของมันเอง คอยระวังแต่ไม่ให้วอกแวก หรือยื่นออกไปในสัญญาอารมณ์ภายนอกอย่างเดียวเท่านั้น
การกั้นจิตไม่ให้ยื่นออกไปหาสัญญาหรือกั้นสัญญาไม่ให้ยื่นเข้ามาถึงจิตนี้ ก็เหมือนกับเราปิดประตูหน้าต่างบ้านของเรา ไม่ให้แมว สุนัข หรือผู้ร้ายเข้ามาในบ้าน ได้แก่ การปิดทวารทั้ง 6 เสีย คือ
1.จักขุทวารรูปต่างๆ ที่รับจากทางตา
2.โสตทวาร เสียงทั้งหลายที่ได้ยินจากทางหู
3.ฆานทวาร กลิ่นทั้งหมดที่ได้รับจากทางจมูก
4.ชิวหาทวารรสทุกชนิดที่ได้รับจากทางลิ้น
5.มโนทวาร อารมณ์ต่างๆ ที่ได้รับทางใจ
6.กายทวาร สิ่งสัมผัสต่างๆ ที่กระทบทางกาย
สัญญาที่เกิดจากทวารทั้ง 6 นี้ ทั้งดีและไม่ดี ทั้งเก่าและใหม่ต้องตัดทิ้งให้หมด
“สัญญา” คือ ทูตหรือสื่อแห่งความชั่วร้าย เพราะเป็นผู้นำมาแห่งความทุกข์เดือดร้อน ถ้าเราคบมันไว้ก็เท่ากับเราเป็นใจให้ผู้ร้ายมาปล้นบ้านของเราเอง ทรัพย์สมบัติของเราก็มีแต่จะพินาศหมดไปไม่มีอะไรเหลือติดตัว
นิวรณ์ต่างๆ เกิดจากสัญญาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ถ้าจะเปรียบก็จะเหมือนกับต้นหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในนาหรือที่ดินของเรา มีแต่จะแย่งอาหารต้นไม้อื่นและทำให้พื้นดินรก หาประโยชน์อันใดมิได้ จะมีประโยชน์ก็แต่กับสัตว์ เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เคี้ยวกินเป็นอาหารนั้น เพราะเป็นธรรมชาติของมันจะต้องกิน ถ้าใครปล่อยให้ที่ดินของตนรกไปด้วยหญ้าแล้ว พืชผลที่เกิดจากที่ดินนั้น ก็ย่อมเจริญงอกงามขึ้นมาไม่ได้ ฉันใดก็ดี ถ้าเราไม่มีสัญญาอารมณ์ออกจากใจแล้ว เราก็จะไม่สามารถทำดวงจิตของเราให้ผ่องใสบริสุทธิ์ได้
สัญญาเป็นอาหารของคนโง่ที่เห็นว่าเป็นของเอร็ดอร่อย แต่นักปราชญ์บัณฑิตท่านจะไม่ยอมบริโภคเลย
นิวรณ์ 5 ที่เปรียบเหมือนกับต้นหญ้านั้น ย่อมมีลักษณะอาการต่างๆ กัน กามฉันทะ ก็ได้แก่ใจที่กำหนัดยินดีและเพลิดเพลินไปในอารมณ์ พยาปาทะใจที่ไม่ชอบ มีโกรธ เกลียด ชัง เป็นต้น ถีนมิทธะ ใจที่เหงาหงอยง่วงซึม หดหู่ ไม่เบิกบาน อุทธัจจกุกกุจจะ ใจที่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญ วิจิกิจจาใจที่ลังเลสงสัยในศีลในธรรมในข้อปฏิบัติของตน
ทั้งหมดนี้ “อุทธัจจกุกกุจจะ” ดูเหมือนจะเป็นหญ้าที่มีพิษร้ายแรงกว่าอย่างอื่นทั้งหมด เพราะมีทั้งหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน และรำคาญใจ เป็นหญ้าประเภทมีหนามและใบของมันก็คมด้วย ถ้าใครถูกเข้าก็จะต้องมิพิษแปลบปลาบและแสบร้อนไปทั้งตัว ฉะนั้นจงพากันทำลายมันเสียอย่าให้มันมีขึ้นได้ในพื้นนาของเราเลย
“อานาปานสติภาวนา” เป็นวิธีซึ่งดีที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับขับไล่และปราบนิวรณ์ต่างๆ เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป คือ การภาวนาที่ใช้สติกำหนดอยู่กับลมหายใจ วิตก ได้แก่ การกำหนดลม วิจาร ได้แก่ การขยายลม วิตกวิจาร เป็นกาเย กายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย คือ พิจารณาลมในกองธาตุหรือพิจารณากายในกาย วิตกเปรียบกับไถ วิจารเปรียบกับคราด ถ้าเราเพียงใช้ไถกับคราดบนพื้นที่นาของเราอยู่เสมอๆ แล้ว หญ้าทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้นได้ พืชพันธุ์ที่หว่านไว้ก็จะบังเกิดผลงอกงามไพบูลย์ พื้นที่นาซึ่งเปรียบเหมือนกับร่างกายของเรา คือ ธาตุ 4 ก็สงบ ธาตุดินก็ไม่กำเริบ ธาตุน้ำก็ไม่เสีย ธาตุไฟก็ไม่อ่อน ธาตุลมก็ไม่กล้า ทุกๆ ธาตุตั้งอยู่โดยปกติ ไม่มีความยิ่งหย่อน มีความเสมอภาคกันหมดทุกๆ ส่วน ร่างกายก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีอาการเจ็บไข้ อากาศก็โล่ง ใจก็โปร่ง ปราศจากนิวรณ์







