
รมว.ยุติธรรมสั่งบูรณาการกม.ฟอกเงิน
รมว.ยุติธรรมมอบนโยบาย 40 หน่วยบูรณาการกม.ฟอกเงินพร้อมรับประเมินผลแฟตเอฟหลังไทยพ้นขึ้นบัญชีดำ
รมว.ยุติธรรมมอบนโยบาย 40 หน่วยบูรณาการกม.ฟอกเงินพร้อมรับประเมินผลแฟตเอฟหลังไทยพ้นขึ้นบัญชีดำ
เมื่อวันที่ 21พ.ย.ที่ห้องประชุมบอลรูมราชพฤกษ์ สโมสรราชพฤกษ์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวมอบนโยบายในโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วย"การบรูณาการกับส่วนราชการและหน่วยงานจำนวน 40หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพื่อให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปกำหนดนโยบายและดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมรับการประเมินของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF )ในปีพ.ศ.2559 ซึ่งตนมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน จะต้องคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำงานสรุปผลการปฎิบัติงาน ว่านำกฎหมายการฟอกเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ก่อนให้สำนักงานป้องกันและปรามปราบการฟอกเงินเป็นตรวจสอบและสร้างกลไกลขึ้นมาว่าจะตั้งเป็นศูนย์การทำงานหรือไม่ จากนั้นให้รวบรวมผลส่งให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน ประเมินผลต่อไป
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะถูกถอดจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายแล้ว แต่ไทยจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างมีประสิทธิภาพโดยจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับการประเมินผลของ คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือFATF ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานสากล ด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ที่จะมาประเมินผลซ้ำอีกครั้งในปี 59 ว่าได้นำกฎหมายดังกล่าวไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมันไม่ใช่เฉพาะปปง.เท่านั้นที่ต้องนำไปใช้ มันจะต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนำไปใช้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการตามความผิดมูลฐานทั้ง 25 มูลฐาน ซึ่งทางปปง.นั้นได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานมาโดยตลอด แต่ในการดำเนินการบางเรื่อง ยังมีปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้อง เพราะหลายหน่วยงานยังไม่เข้าใจกฎหมายดังกล่าว และบทบาทอำนาจหน้าที่ ที่ไม่ชัดเจน
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปี 2555 คณะทำงานFATF กำหนดให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่ก่อการร้าย ส่งผลให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งในปี 2556 FATF พิจารณาถอดรายชื่อประเทศไทยออกจากบัญชีดำ
ด้านพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ป.ป.ง. กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมระหว่าง 40 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมาย พ.ร.บ.การฟอกเงินนั้น ที่ประชุมได้พูดคุยถึงการดำเนินงานของในหน่วยงานต่างๆและก็ได้สรุปในแนวทางการทำงานร่วมกัน เช่น หากจะลงไปปฎิบัติงานในพื้นที่เมื่อใด ก็จะต้องมีการประชุมเพื่อเตรียมแผนงานก่อนที่ลงทำงานในพื้นที่ทุกครั้ง







