posttoday
จับตา ‘นิว ไชน่า’ ผงาดเป็นแหล่งลงทุนโลก

จับตา ‘นิว ไชน่า’ ผงาดเป็นแหล่งลงทุนโลก

21 พฤศจิกายน 2557

ออกมาให้เห็นเรียบร้อยสำหรับการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีน โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาขยายตัวเพียง 7.3% ที่โตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะโตพลาดเป้าที่ 7.5% ทว่า ในทางตรงกันข้ามเพื่อนบ้านของจีนอย่าง “กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี” ซึ่งหมายถึง  กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม กำลังมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยทั้งสี่ประเทศในปี2013 เติบโตเฉลี่ยถึง 7.3% เทียบกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่เติบโตเพียง 5.9% เท่านั้น

ออกมาให้เห็นเรียบร้อยสำหรับการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีน โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาขยายตัวเพียง 7.3% ที่โตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะโตพลาดเป้าที่ 7.5% ทว่า ในทางตรงกันข้ามเพื่อนบ้านของจีนอย่าง “กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี” ซึ่งหมายถึง  กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม กำลังมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยทั้งสี่ประเทศในปี2013 เติบโตเฉลี่ยถึง 7.3% เทียบกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่เติบโตเพียง 5.9% เท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อดูที่ตัวเลขการส่งออกแล้วการส่งออกของจีนก็ชะลอตัวอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยการขยายตัวของการส่งออกนั้นลดลงเหลือเพียง 8% จาก 31% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่
ซีแอลเอ็มวีกลับสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยการส่งออกขยายตัวราว 20% ทุกปี

จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ บาร์รอน นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของสหรัฐ จึงได้ขนานนามว่ากลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี บวกด้วยประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาแล้ว กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น “นิวไชน่า” หรือเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตและลงทุนแห่งใหม่นั่นเอง

นิตยสารชื่อดังได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า กลุ่มประเทศเหล่านี้มีศักยภาพในการเติบโตเหมือนกับจีนในช่วง 20 ปีที่แล้ว พร้อมได้ระบุถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสน่ห์ของ 5 ประเทศนี้มีความน่าดึงดูดในสายตาของนักลงทุนชาวต่างชาติ

ปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องค่าแรงที่มีราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศจีน โดยบอสตัน คอนเซาท์ติง กรุ๊ป บริษัทให้คำปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ต้นทุนค่าแรงของจีนนั้นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

หรือถ้าหากจะเปรียบเทียบด้วยอัตราค่าแรงที่จ่ายแต่ละเดือน จีนให้กับแรงงานหนึ่งคนนั้นอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐ/เดือน ในขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 250 เหรียญสหรัฐ ลาวที่ 140 เหรียญสหรัฐ กัมพูชาที่ 130 เหรียญสหรัฐ และพม่าที่ 110 เหรียญสหรัฐ เท่านั้น

นิค บีครอฟท์ ผู้เชี่ยวชาญจาก ที.โรวี ไพรซ์ บริษัทจัดการการลงทุน ระบุว่า แม้ว่าบริษัทสิ่งทอขนาดใหญ่ของจีนต่างๆ จะยังอยู่ในประเทศจีน ทว่า ลูกค้าของบริษัทเหล่านี้อย่างไนกี้ อาดิดาส ยูนิโคล่ และโค้ช มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมไปยังประเทศเวียดนามและกัมพูชา

ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะสามารถดึงดูดยอดการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ได้มากถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทว่า เม็ดเงินเพียง 38% เท่านั้นไปที่ลงไปยังโรงงานต่างๆ ซึ่งต่างกันเมื่อปี 2009 ที่มีสัดส่วนถึง 56%

“บรรดาบริษัทต่างประเทศมีความสนใจลดลงอย่างมากในประเทศจีนในฐานะฐานการผลิต” เดอเรค ซิสเซอร์ จากสถาบันอเมริกันเอ็นเตอร์ไพรซ์ กล่าว

นอกจากนี้แล้ว ทอม เนลสัน หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อชิ้นส่วนวีเอฟ บริษัทเจ้าของทิมเบอร์แลนด์ นอติกา และนอร์เฟสระบุว่า เวียดนามนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรถึง 93 ล้านคน และคนยังมีอายุน้อย ซึ่งคนต่างก็ต้องการงาน ฉะนั้นแล้วธุรกิจหลายแหล่งจึงย้ายจากจีนมายังเวียดนาม

ทัั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จีนลดความน่าสนใจลง ก็คือ นโยบายด้านแรงงานของจีนเองที่เกี่ยวข้องกับนโยบายลูกคนเดียวที่ทำให้จำนวนประชากรปรับตัวลดลง อีกทั้งจีนยังมีนโยบายมุ่งภาคการผลิตที่ใช้เครื่องจักรในการผลิต ที่ทำให้ความต้องการพนักงานค่าแรงต่ำ และทักษะต่ำมีอัตราลดลงอีกด้วย

สำหรับปัจจัยที่ 2 ที่ทำให้ซีแอลเอ็มวีมีความน่าสนใจ นั่นก็คือ การผ่อนคลายกฎการลงทุนให้กับบริษัทต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนามที่มีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัทผู้ผลิตสินค้ากลุ่มไฮเอนด์ให้เหลือเพียง 10% จากภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติที่อยู่ที่สูงถึง 22% ที่ได้ทำให้บรรดาบริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ต่างตบเท้าเข้าไปในเวียดนามกันเป็นว่าเล่น

จะเห็นได้ว่าบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท แอลจี อีเลคโทรนิคส์ ก็ต่างมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มเติม โดยภายในปี 2015 ซัมซุงคาดว่าจะส่งออกอุปกรณ์มือถือ 40% จากประเทศเวียดนาม

ในขณะที่กัมพูชาเอง แม้จะมีประชากรอยู่ไม่มาก ทว่า ภาคการส่งออกในปีที่แล้วก็ขยายตัวถึง 12.7% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เฟื่องฟูนั่นเอง โดยทางกัมพูชามีนโยบายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัทผู้ผลิตสิ่งทอให้เป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่บริษัทเริ่มดำเนินกิจการในประเทศ

ในขณะที่เมื่อมองไปที่ประเทศพม่าแล้ว หลังจากที่พม่าเปิดประเทศในปี 2011 ก็ทำให้มีการผ่อนคลายกฎการลงทุนหลายด้านด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การที่พม่าเปิดทางให้ชาวต่างประเทศสามารถมีสิทธิเป็นเจ้าของในบริษัทได้สูงสุดถึง 80% ในภาคธุรกิจที่ถูกจำกัดเอาไว้ อย่างเช่น ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การเกษตร เป็นต้น

แน่นอนว่า หลังจากที่ปิดประเทศมาเป็นเวลานาน พม่านั้นก็ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่ทุกประเทศก็ต่างเข้าไปแสวงหาประโยชน์ ซึ่งหมายรวมถึงแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งด้วย โดยเมื่อดูข้อมูลจากปีที่แล้วนั้นพบว่า ยอดการส่งออกของพม่าโตถึง 15.6% ขณะที่ยอดการลงทุนจากต่างประเทศขยายตัวถึง 16.9%

ด้านสถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล ประเมินว่า ยอดการลงทุนสะสมจากต่างประเทศที่เข้าไปลงทุนในพม่าจะพุ่งทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 อีกด้วย

ในขณะที่ปัจจัยที่ 3 นั่นก็คือ การที่บางประเทศในซีแอลเอ็มวีมีกรอบการค้าระหว่างประเทศกับชาติอื่นๆ ในประเทศตะวันตก ตัวอย่างที่เห็นที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ ลาว พม่า และกัมพูชาที่มีสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป (อียู)

ส่วนในกรณีของเวียดนามนั้นจะค่อนข้างเห็นภาพชัดเจน โดยคาดว่าเวียดนามจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับอียูภายในช่วงต้นปีหน้า ขณะเดียวกันเวียดนามยังเป็นหนึ่งในประเทศที่รวมอยู่ในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) กับอีก 11 ประเทศอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในจำนวนนี้ไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย

กระนั้นก็ตาม แม้อาจจะมีข้อสงสัยว่าหลายๆ ประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี รวมถึงไทยยังมีปัญหาเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่อาจจะยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก ซึ่งทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่า จะต้องใช้เงินสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม เบ็ตตี้ หวัง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า ลักษณะที่ตั้งของภูมิภาคนี้ต้องยอมรับว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีทีเดียว

ทั้งนี้และทั้งนั้น แน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ประเทศไทย” ที่จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างซีแอลเอ็มวีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแม้ว่าไทยจะเผชิญกับวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้งและประชากรก็มีอายุมากขึ้น ทว่า ทางธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า ไทยเองก็กำลังจะมีแผนสร้างเส้นทางเชื่อมถนนและระบบรางต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการขนส่งของไทย ช่วยเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ และยังช่วยเพิ่มการค้าระหว่างประเทศซีแอลเอ็มวีด้วย

ฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าด้วยศักยภาพที่ภูมิภาคนี้มีอยู่ในมือ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่ไทยและซีแอลเอ็มวีจะสามารถผงาดขึ้นมาเป็น “จีนแห่งใหม่” ได้ไม่ยาก กระนั้นก็ตาม การพัฒนาภายในและพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของแต่ละประเทศยังต้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลต่างๆ ควรให้ความสำคัญอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้วชื่อที่ได้รับมาว่า นิวไชน่า อาจจะไม่มีจริงก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท