posttoday
อนาคตเกษตรกรไทย

อนาคตเกษตรกรไทย

21 พฤศจิกายน 2557

ในวันนี้ เมืองไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นครัวของโลก หากจะดูตอนนี้ก็เหมือนกับว่า เราค่อนข้างมีโอกาสและความเป็นไปได้สูง เพราะเมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และยังผลิตอาหารได้เหลือเฟือจนมากพอที่จะส่งออกได้

ในวันนี้ เมืองไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นครัวของโลก หากจะดูตอนนี้ก็เหมือนกับว่า เราค่อนข้างมีโอกาสและความเป็นไปได้สูง เพราะเมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และยังผลิตอาหารได้เหลือเฟือจนมากพอที่จะส่งออกได้

แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้ว กลายเป็นเรื่องที่น่าห่วง ไม่เฉพาะแต่ความเป็นครัวของโลก แต่หมายถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศเราด้วยเช่นกัน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ลองมาดูกันตอนนี้เมืองไทยส่งอาหารออกไปจำหน่ายจัดอยู่ในอันดับ 7 ของโลก และเราตั้งเป้าหมายไว้เมื่อหลายปีมาแล้วว่า เราจะขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ใน 5 ของโลก แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงอยู่กับที่ คืออันดับ 7 ของโลกมาโดยตลอด ในวันนี้ เราต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้มากขึ้น หากจะมองเรื่องอาหารส่งออก ก็สามารถมองได้ 2-3 ช่องทาง

ทางแรก ส่งออกไปยังประเทศที่ร่ำรวยมีกำลังซื้อสูง กลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพสูง อาจเป็นผู้กำหนดมาตรฐานคุณภาพขึ้นมาเองและให้เราปฏิบัติตาม หากผลิตไม่ได้ตามนั้น ก็ไม่สามารถส่งออกได้ อย่างเช่นญี่ปุ่น และยุโรป เป็นต้น ดังนั้นอาหารที่จะส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ อย่างแรกเลยที่ทุกประเทศกำหนดไว้คือ เรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะปลอดภัยจากสารกำจัดศัตรูพืช หรือจากจุลินทรีย์ปนเปื้อนหรือสิ่งเจือปนอื่นๆ เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่ต้องทำให้ได้

อาจเป็นจุดนี้นี่เองที่ทำให้เราหาทางส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ว่าเกษตรอินทรีย์ ก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า กระบวนการผลิตแบบอื่นจะไม่สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัยได้ ยกตัวอย่างเช่น การผลิตผักที่ปลอดภัยภายใต้โรงเรือนเพาะปลูก ซึ่งกำลังเริ่มแพร่หลายในขณะนี้ ก็สามารถใช้ในการผลิตพืชที่ปลอดภัยได้เช่นกัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังมีเรื่องของมาตรฐานและความสม่ำเสมอของผลิตผล นั่นก็หมายความว่า เราต้องใส่ความพิถีพิถันลงไปค่อนข้างมาก หากเป็นพวกผลิตผลสด อย่างเช่น ผักและผลไม้ต่างๆ ก็จะต้องมีการคัดทั้งขนาด รูปร่าง และสีให้สม่ำเสมอ รวมทั้งความแก่ก็ต้องได้มาตรฐาน เช่น หากจะส่งมะม่วงไปญี่ปุ่น หากครั้งหนึ่งรับประทานแล้วหวานดี แต่คราวต่อไปกลายเป็นเปรี้ยว ก็เท่ากับว่า เราทำลายตลาดนั้นเรียบร้อยแล้ว

ช่องทางส่งออกนอกเหนือจากตลาดบนอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็มีตลาดที่ต้องการของปริมาณมาก โดยไม่ค่อยได้คำนึงถึงคุณภาพมากนัก ก็ได้แก่พวกตลาดที่ไม่สามารถผลิตอาหารเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง แต่ว่ากำลังซื้อค่อนข้างต่ำ และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ไม่ค่อยสูงนัก

ตลาดเหล่านี้มองที่ราคาของผลิตผลเป็นหลัก หากเราสามารถส่งขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ก็สามารถส่งออกได้ ดังนั้นความไม่แน่นอนของตลาดจึงมีสูง เพราะต้องไปสู้ราคากับคนอื่น

ที่สำคัญคือ หากเราไม่สามารถลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิตได้ โอกาสในการแข่งขันก็น้อยลง ตลาดเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศใกล้บ้านเรา ที่ไม่ค่อยพิถีพิถันกับเรื่องคุณภาพมากนัก ความจริงตลาดกลุ่มนี้ก็ยังใหญ่อยู่ และค่อนข้างตรงกับผลิตผลส่วนใหญ่ที่เราผลิตได้ อย่างเช่น ข้าว เป็นต้น แต่ว่าในอนาคตเข้าใจว่า จะมีมาตรการต่างๆ เลียนแบบตลาดบนมากขึ้น ซึ่งอาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการส่งออกของเรา หากไทยเรายังคงใช้รูปแบบและวิธีการผลิตแบบเดิมอยู่เช่นนี้

หากสังเกตดูในหลายเรื่องที่เป็นผลิตผลสำคัญ เช่น ไก่และกุ้ง มักจะมีเอกชนรายใหญ่เข้ามาดำเนินการ และทำในระบบอุตสาหกรรมจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของคุณภาพและมาตรฐาน แต่ว่าผลิตผลอื่นที่ทำโดยเกษตรกรรายเล็กแล้วแยกกันทำหรือแยกกันส่งออก มักมีปัญหาเรื่องของความสม่ำเสมอทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพ ทำให้โอกาสแข่งขันลดลง และนับวันเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้กำลังจะค่อยๆ หมดไป เพราะว่าเหตุผลสำคัญ 2-3 อย่าง

อย่างแรก อายุเกษตรกรเฉลี่ยของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 51 ปี หมายความว่า มีเวลาเหลืออีกไม่กี่ปีก็คงหมดแรงทำการเกษตร หรือมองอีกมุมหนึ่งคือคนที่แข็งแรงอยู่ในวัยแรงงานหนีไปทำงานอื่นกันหมด ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและงานในเมืองทั้งหลาย ปล่อยให้คนแก่ทำการเกษตร หรือคนเหล่านั้นเมื่อออกจากวงการอุตสาหกรรมแล้วก็กลับเข้ามาในวงการเกษตรเมื่ออายุมากขึ้น แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ ความเชื่อที่ว่าทำการเกษตรแล้วยากจน จึงพยายามส่งลูกหลานให้ไปเรียนสูงๆ ในเมือง เพื่อจะได้ไปทำอาชีพอื่นที่สบายกว่าหรือหาเงินได้ง่ายกว่า ผลก็คือ แทนที่จะมีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ก็เลยขาดช่วงไปและปัญหานี้หากไม่มีการแก้ไขจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตของประเทศ

ตอนนี้เรามุ่งอยู่ที่การส่งออก เพราะว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่การเป็นครัวของโลก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ หมายความว่า เราต้องผลิตให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงคนในประเทศด้วย ความจริงการเกษตรมีมูลค่าเพียง 9% ของรายได้ประชาชาติหรือจีดีพี แต่ว่าจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเกษตรมีมากมายถึง 40% ของประชากร สิ่งที่ผมคิดว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญและรีบแก้ไขหรือพัฒนามีอยู่หลายประเด็น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงการเกษตรในอนาคตมีดังนี้ 1.การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สามารถใช้ความรู้ในการประกอบอาชีพของตนเองได้ ในลักษณะของการทำการเกษตรแบบอิสระ ไม่เป็นลูกจ้างใคร ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการให้ความรู้และความสามารถในการบริหารจัดการ รวมทั้งความสามารถในการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งสร้างแรงจูงใจและทัศนคติให้เห็นว่าการทำเกษตร หากทำด้วยความรู้ก็ไม่มีทางยากจน

2.การแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อการเกษตร ปัจจุบันที่ดินที่เหมาะสมในการทำเกษตรถูกเปลี่ยนมือ เพราะไม่มีใครรับช่วงทำการเกษตรต่อ และเป็นเพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุกคืบเข้าไปใช้ประโยชน์มากขึ้น จะเห็นได้ว่า ที่ดินที่มีคลองชลประทานไหลผ่านหรือใกล้ถนน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญของการเกษตร ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับนายทุนซึ่งซื้อเก็บไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ดังนั้นเรื่องการจัดการเกี่ยวกับภาษีที่ดินและการใช้ประโยชน์อาจมีส่วนบรรเทาปัญหานี้ได้

3.การพัฒนาการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ประเด็นนี้ไม่ใช่สำคัญเฉพาะอาหารที่ส่งออกเท่านั้น แต่รวมถึงความปลอดภัยของอาหารของคนในประเทศด้วย เรื่องการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ควรสนับสนุน แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด การสนับสนุนให้ลดการใช้สารเคมีการเกษตร หรือให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีการเกษตรที่ถูกต้องก็คือทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ นอกจากนี้การพัฒนาโรงเรือนสำหรับปลูกพืชก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการผลิตพืชที่ปลอดภัยเช่นกัน

4.การพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อให้เหมาะสำหรับการใช้ในระดับชุมชนหรือเกษตรกรที่มีที่ดินมาก ซึ่งปัจจุบันความต้องการแรงงานมีมากแต่หาไม่ค่อยได้ ดังนั้นเรื่องการใช้เครื่องจักรกลจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

5.สนับสนุนให้มีการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น แทนการขายผลิตผลในรูปวัตถุดิบ ซึ่งได้ราคาต่ำกว่า

นี่คือทางออกที่ต้องขบคิด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท