
รัฐบาลเตรียมแก้กฎหมายกสทช.
สนช. พิจารณากระทู้ถามการตรวจสอบงบกสทช. ด้าน วิษณุระบุ รัฐบาลเตรียมแก้กฎหมาย หลังมีปัญหาธรรมาภิบาล ชี้แก้ปัญหาระยะยาวต้องวางระบบให้เข้มแข็งแทนการยุบ
สนช. พิจารณากระทู้ถามการตรวจสอบงบกสทช. ด้าน วิษณุระบุ รัฐบาลเตรียมแก้กฎหมาย หลังมีปัญหาธรรมาภิบาล ชี้แก้ปัญหาระยะยาวต้องวางระบบให้เข้มแข็งแทนการยุบ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณากระทู้ถามของนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช. เรื่องการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งถือเป็นเป็นกระทู้ถามแรกที่มีสมาชิกสนช.ตั้งขึ้นภายหลังสนช.ได้ประกาศใช้ข้อบังคับการประชุมสนช.พ.ศ.2557
นายวัลลภ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้เผยแพร่ผลการดำเนินงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทีได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกสทช. ประจำปีงบประมาณพ.ศ.2556 พบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ค่าใช้จ่ายกรรมการกสทช. 11 คน ปี2556 จำนวน 36 ล้านบาท งบดูงานต่างประเทศจำนวน 61 ล้านบาท จำนวน 105 ครั้ง ใช้เวลา 632 วัน ขณะที่เงินประจำตำแหน่งมีรายจ่าย 11 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน กสทช.จำนวนประมาณ 118 ล้านบาท โดยตั้งที่ปรึกษา 31 คน เลขานุการ 10 คน ผู้ช่วยเลขานุการ 20 คน พนักงานประจำสำนักงาน กสทช. 40 คน พนักงานขับรถ 9 คน รวม 110 คน ทั้งหมดได้รับเงินเดือน โบนัส เบี้ยประชุม ค่ารักษาพยาบาล และงบดูงานในและต่างประเทศ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายตั้งอนุกรรมการและคณะทำงานจำนวน 102 คณะ แบ่งเป็นอนุกรรมการ 65 คณะ มีรายจ่าย 46 ล้านบาท คณะทำงาน 37 คณะรายจ่าย 3 ล้านบาท
นายวัลลภ กล่าวว่า น่าคิดว่าการดูงานต่างประเทศทำไมมีจำนวนมหาศาล ดังนั้น จึงอยากถามรัฐบาลจะมีแนวทางปรับปรุงการจัดทำงบประมาณของกสทช.ให้ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากรัฐสภาอย่างไร โดยให้หน่วยงานต่างๆที่ชำนาญด้านงบประมาณเข้ามาตรวจสอบให้ความเห็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และรัฐบาลจะมีมาตรการเร่งด่วนในการตรวจสอบและควบคุมการใช้งบประมาณของกสทช.ในปัจจุบันหรือไม่
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นตัวแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบชี้แจงว่า กสทช.ไม่ได้มีฐานะเป็นส่วนราชการที่อยู่ใต้การกำกับของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่ต้องการให้กสทช.มีความเป็นอิสระในทุกด้านโดยเฉพาะด้านงบประมาณ เช่น การกำหนดให้กสทช.มีอำนาจในการจัดทำงบประมาณของตัวเอง ซึ่งงบประมาณของกสทช.มาจากการเก็บค่าเลขหมายโทรศัพท์และการให้บริการอื่นๆ เพียงส่วนนี้กสทช.ก็สามารถอาจมีรายได้เป็นจำนวนมากประมาณ 3000-6000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของกสทช.จึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้โดยตรง
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบกสทช.และทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาว่าเพื่อให้เกิดหลักธรรมาภิบาลและหลักสุจริตก็อาจจะมีการแก้ไขกฎหมายในอนาคตเพื่อเปิดช่องทางการตรวจสอบ เช่น การให้คณะกรรมาธิการงบประมาณเรียกกสทช.มาสอบถามและนำรายการงบประมาณทั้งรายรับและรายจ่ายทุกรายการไปพิมพ์ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในเว็บไซต์เพื่อทำการเปิดเผย เป็นต้น
"รัฐบาลได้ประสานเป็นการภายในไปยังกสทช.เพื่อให้แก้ไขระเบียบเก่าๆบางประการของกสทช.เกี่ยวกับการไปดูงานต่างประเทศ และการแต่งตั้งผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ของกสทช.ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบสนองมาว่ากสทช.จะพิจารณาในส่วนนี้" นายวิษณุ กล่าว
ต่อมา นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า รายได้จำนวนมากที่กสทช.ได้มานั้นมาจากการเอางานที่เป็นของบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม เดิมมาดำเนินการ เมื่อกสทช.เอางานที่เกี่ยวข้องกับสองบริษัทมาทำ จึงทำให้สององค์กกรนี้ล้มละลาย รายได้ที่เคยเป็นของทีโอทีและกสท.ทั้งค่าธรรมเนียมและเลขหมายโทรศัพท์ก็กลายเป็นของกสทช. ซึ่งส่วนตัวอยากให้รัฐบาลยุบกกสทช.โดยให้นำบริษัท ทีโอที และ กสท มารวมกัน เพื่อทำงานแทน
นายวิษณุ ตอบสรุปว่า รัฐบาลจะรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีอำนาจก็ได้มีการออกประกาศคสช.เพื่อแก้ไขกฎหมายของกสทช.ส่วนหนึ่ง โดยให้นำเงินรายได้ของกสทช.ที่ได้จากการจัดประมูลต้องส่งเข้าคลัง จากเดิมที่ต้องส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พร้อมกับแก้ไขให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการกองทุนฯ แต่ยอมรับยังแก้ไขปัญหาได้ไม่หมด เพราะเวลานั้นคสช.มีเวลาจำกัดและไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาด ซึ่งจากนี้ไปจะให้เป็นหน้าที่ของสนช.และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในการดำเนินการให้สุดกระบวนการต่อไป
"ถ้ายุบกสทช.โดยไม่ได้วางระบบไว้ให้ดีเสียตั้งแต่แรก ก็ย่อมมีผลให้ปัญหาเดิมๆกลับมาอีก ดังนั้น จากนี้ไปเป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปที่ต้องคิดในเรื่องนี้ทั้งระบบ ซึ่งกสทช.ก็ให้ความร่วมมือและรับฟังปัญหามาตลอด โดยรัฐบาลขอรับทั้งหมดนี้ไปทำ เข้าใจว่าสุกงอมพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ได้แล้ว" นายวิษณุ กล่าว







