
ปฏิรูปฐานราก คำตอบสุดท้ายฝ่าวิกฤตหนี้ยุโรป
ไอเอ็มเอฟออกโรงกระทุ่งกลุ่มยูโรโซนถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ เน้น "ปฏิรูปเชิงฐานราก"
ไอเอ็มเอฟออกโรงกระทุ่งกลุ่มยูโรโซนถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ เน้น "ปฏิรูปเชิงฐานราก"
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แทบไม่น่าเชื่อว่าจากเดือน ธ.ค. 2552 ที่กรีซถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่หั่นอันดับเครดิตลง ผ่านมาครึ่งปีจนถึงวันนี้ เราก็ยังมองไม่เห็นว่าทางออกของวิกฤตการณ์หนี้ในยุโรปที่มีแต่จะขยายวงขึ้นนั้น จะได้รับการแก้ไขลงได้อย่างไร
เพราะต้องยอมรับว่าจนถึงขณะนี้ การดำเนินการของยุโรปที่โลกได้เห็น ไม่ว่าจะด้วยสหภาพยุโรป (อียู) และกลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน มีเพียงแค่การ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” กับกรณีของกรีซ และกดดันให้แต่ละประเทศไปดำเนินมาตรการลดงบประมาณรายจ่าย และควบคุมอัตราหนี้สาธารณะในแต่ละประเทศของตนเองมา
ทว่ากลับยังไม่เคยปรากฏว่า สหภาพยุโรป 27 ประเทศ หรือกลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ประเทศ จะระบุถึงการวางมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาระยะยาว หรือ “การปฏิรูปเชิงฐานราก” (Fundamental Reform) แต่อย่างใด
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐที่พยายามดำเนินการปฏิรูป หรือยกเครื่องอุตสาหกรรมภาคการเงินในประเทศมาโดยตลอด หลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปี 2550 แม้ว่าผลที่ได้อาจไม่สำเร็จเต็มร้อยนักก็ตาม
และที่สำคัญ สถานการณ์หนี้สาธารณะในยุโรปกลับมีท่าทีแย่ลง กับการลุกลามใน 4 ประเทศ 4 หมู (PIGS) หรือ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ สเปน และล่าสุดยังส่อเค้าขยายวงไปถึงฮังการี ซึ่งทำให้ตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วนกันอย่างหนักเมื่อต้นสัปดาห์นี้ด้วย
จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่ายุโรปจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างไร หากไม่มีการเอาจริงยกเครื่องระบบเศรษฐกิจในภูมิภาค
จนถึงวันนี้การดำเนินการของฝั่งยุโรปสามารถแบ่งออกหลักๆ ได้ 2 เรื่องด้วยกัน คือ การเข้าช่วยเหลือกรีซ และการผลักดันให้ทุกประเทศเร่งจัดการกับปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตหนี้ระลอกสองซ้ำรอยกรีซ
ประเด็นแรกนั้นได้ข้อสรุปที่อียูจับมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมถึง) ออกมาตรการช่วยเหลือกรีซ มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32.5 ล้านล้านบาท) ทั้งการปล่อยเงินกู้และการเข้าช่วยซื้อพันธบัตรของประเทศที่ประสบปัญหาหนี้
สำหรับประเด็นที่ 2 นั้น ชาติยุโรปได้เดินหน้าตั้งกองทุนช่วยประเทศที่เผชิญปัญหาหนี้ พร้อมประกาศลดงบประมาณรายจ่ายลงครั้งใหญ่ในหลายประเทศรวม 5.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17 ล้านล้านบาท) เพื่อพยายามควบคุมอัตราหนี้สาธารณะไม่ให้สูงจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลเยอรมนี ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ที่ร่วมลดงบประมาณรายจ่ายในแผนดังกล่าวด้วย 1.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.34 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการลดงบประมาณรายจ่ายและการลดระดับหนี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบได้อย่างแท้จริง
ไอเอ็มเอฟได้ออกโรงเตือนล่าสุดด้วยถ้อยแถลงที่จริงจังและดุดันแบบที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนักว่า ยุโรปจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อยกเครื่องปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก เพราะการตัดลดงบประมาณรายจ่ายเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่สามารถแก้ปัญหาครั้งนี้ และจำเป็นต้องใช้การปฏิรูปฐานราก และการยกเครื่องระบบเงินยูโร
ตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟนั้น กลุ่มประเทศยูโรโซนจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างแท้จริง เพื่อสร้างระบบสกุลเงินเดี่ยวที่มีประสิทธิภาพ
“ในเชิงอุดมคติแล้ว ก็ควรตั้งเป้าให้กลุ่มมีอำนาจในการบังคับ กำหนดเพดานงบประมาณขาดดุลของแต่ละประเทศสมาชิกได้ ทว่าการปฏิรูปในทำนองนี้ก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทุกประเทศ ในการปรับแก้ระเบียบและสนธิสัญญาที่ได้ร่วมกันร่างขึ้น” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากวิกฤตหนี้ยุโรปหนนี้ก็คือ กฎระเบียบที่วางไว้ขาดการบังคับใช้ที่เคร่งครัด เพราะแม้จะมีระเบียบทางการเงินในยุโรปให้ประเทศสมาชิกสามารถก่อหนี้สาธารณะได้ไม่เกินระดับ 3% ของมูลค่าจีดีพีประเทศ ทว่าชาติยุโรปส่วนใหญ่กลับมีอัตราหนี้สูงเกินกว่าเพดานที่ตั้งไว้ด้วยกันทั้งสิ้น อาทิ กรีซ ที่ใช้วิธีตบแต่งบัญชี ทำให้ปัญหาแท้จริงถูกซุกเอาไว้ใต้พรม และทวีความรุนแรงจนกรีซไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน อีกจุดอ่อนสำคัญก็คือระบบสกุลเงินยูโรที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนระเบียบให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการเงินจากธนาคารกลางยุโรปและนโยบายเรื่องดอกเบี้ย การเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนของกรีซนั้น ทำให้กรีซไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเองเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ได้ ขณะที่มาตรการทางการเงินหลักๆ ก็ต้องรอความเห็นชอบจากอีซีบีก่อน ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ นั้น “เชื่องช้าเกินไป”
หากลองเปรียบเทียบกับสหรัฐนั้น อาจเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกรุงวอชิงตันได้ดำเนินความพยายามมาอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปภาคการเงิน ที่ถือเป็นต้นตอของวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปี 2550 โดยเฉพาะการปั่นเก็งกำไรโดยไร้การควบคุมของตลาด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้พยายามเข้าไปเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมของตลาดทุน อาทิ การให้ผู้ซื้อและผู้ขายเปิดเผยรายละเอียดกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ขณะที่ฝั่ง สส. และ สว. ก็เร่งเดินหน้ากฎหมายยกเครื่องภาคการเงิน เพื่อให้เป็นการปฏิรูปกันตั้งแต่ตัวบทกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟก็ระบุเช่นกันว่าในทางปฏิบัติจริงนั้น คาดว่าการยกเครื่องจะเผชิญแรงต้านไม่น้อย เนื่องจากยุโรปเองเพิ่งผ่านการยกเครื่องปรับแก้รัฐธรรมนูญของตนเอง หรือที่รู้จักกันในชื่อสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) มาเมื่อ 2 ปีก่อน และเพิ่งบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมานี่เอง
นอกจากนี้ หลายประเทศที่กุมอำนาจอยู่เดิมก็อาจคัดค้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะลดทอนอำนาจในมือของตนเองลง ด้วยการกระจายอำนาจออกไปอยู่ในมือสมาชิกแต่ละประเทศให้มากขึ้นด้วย และอีกหลายประเทศก็ไม่อยากยอมรับระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนเช่นกัน
ทว่าหากไร้ซึ่งการยกเครื่องใหญ่ ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้าก็อาจกลับมาปะทุอีกครั้งในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งชาติสมาชิกอียูต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอก
การปฏิรูปเชิงฐานรากจึงเป็นเหมือนกับไฟต์บังคับที่รอเพียงชาติยุโรปฝ่าด่านการเมืองวันนี้ไปให้ได้ก่อนเท่านั้น







