
แพ้ชนะอยู่ที่การใช้ข่าวกรองทันเวลา
ในขณะนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลดน้อยลงหรือแทบจะไม่เหลือเลย ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายมาก ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย จีน ไทย หรือที่แห่งใดในโลก ขอให้มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนก็พอ อะไรที่เป็นข่าวเปิด ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หมด และกว่าร้อยละ 90 ของข่าวที่ใช้กันในโลกเป็นข่าวเปิดแทบทั้งสิ้น
ในขณะนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลดน้อยลงหรือแทบจะไม่เหลือเลย ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายมาก ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย จีน ไทย หรือที่แห่งใดในโลก ขอให้มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนก็พอ อะไรที่เป็นข่าวเปิด ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หมด และกว่าร้อยละ 90 ของข่าวที่ใช้กันในโลกเป็นข่าวเปิดแทบทั้งสิ้น
ความได้เปรียบเสียเปรียบในขั้นแรกอยู่ที่ว่าใครจะขยัน “เสิร์ช” มากกว่ากัน คนที่ขยันค้นหาย่อมรู้มากกว่าคนที่ขี้เกียจ อยากรู้อะไรแค่ถาม “กูเกิล” ก็รู้หมด คนที่รู้ภาษาอังกฤษดีกว่าย่อมได้เปรียบกว่า แต่เวลานี้ก็มีการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นกันแล้ว คนที่รู้ข่าว “ทันเวลา” ที่เป็นปัจจุบันย่อมได้เปรียบกว่าคนที่รู้ข่าวช้า โดยเฉพาะข่าวสำคัญบางเรื่องที่รู้เร็วกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อย่างไรก็ดีข่าวที่ค้นหาได้นั้นเป็นเพียง “ข้อมูลข่าวสาร” เท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวหลอก หรือทั้งจริงและหลอก เพราะปัจจุบันมี “ข่าวปล่อย ข่าวลวง” มากมาย หรือเป็นข่าวจริงครึ่ง ข่าวหลอกครึ่ง คนที่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นข่าวจริง อะไรเป็นข่าวหลอก หรือในข่าวเดียวกัน สามารถรู้ได้ว่าตรงไหนจริงตรงไหนเท็จ คนนั้นก็ได้เปรียบอีกขั้นหนึ่ง
แค่นี้ก็ยังไม่พอ การแพ้ชนะขั้นที่สองอยู่ตรงที่ใครจะแปลงข้อมูลข่าวสารหรือข่าวดิบเป็นข่าวกรองหรือข่าววิเคราะห์ได้ดีกว่ากัน ขั้นตอนนี้ไม่ใช่ของง่าย เพราะต้องผ่านกระบวนการประเมินค่า วิเคราะห์วิจัย การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว ความเป็นไปได้ของข่าว การเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิม การรวบรวมข่าวสารที่เหมือนกันเอามาทำเป็นข่าวกรอง คนที่มีฐานข่าวดีกว่าสามารถวิเคราะห์ถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ผลกระทบด้านดีด้านเสีย ฯลฯ คนนั้นย่อมได้เปรียบและชนะคนที่วิเคราะห์ไม่เป็น
บางคนอาจแย้งว่า เวลานี้มีข่าวหรือบทความในเชิงวิเคราะห์มากมายซึ่งสามารถหาได้ เพียงคลิกนิดเดียวจะอ่านบทวิเคราะห์อะไรก็ได้ แต่นั่นเป็นการวิเคราะห์ในสายตาของฝรั่งหรือต่างชาติ ซึ่งมีผลประโยชน์ของชาติแตกต่างจากของไทย คนไทยต้องวิเคราะห์โดยเอาผลประโยชน์แห่งชาติของเราเป็นตัวตั้ง โดยมุมมองของไทยอาจแตกต่างจากประเทศอื่น ดังนั้นการแพ้ชนะขั้นสุดท้ายอยู่ที่ว่าใครจะเอาข่าวกรองหรือข่าววิเคราะห์นั้นมาใช้ก่อนกัน คนที่นำมาใช้ก่อนในจังหวะเวลาที่เหมาะสมย่อมเป็นผู้ชนะ
ข้อมูลข่าวสารอย่างเดียวไม่ใช่พลังอำนาจที่แท้จริง ข่าวกรองต่างหากคือพลังอำนาจ อย่างไรก็ดีคนที่มี “ข่าวกรอง” หรือ “ความรู้” อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอในการแสวงหาและรักษาอำนาจ ต้องมี “เงิน” และ “กำลัง” ด้วย ซึ่งเรียกว่า “ไตรลักษณ์แห่งอำนาจ” ต้องใช้ประกอบกันและใช้ในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคนที่คุมข่าวกรองได้และรู้จักใช้ข่าวกรองให้เป็นประโยชน์ย่อมได้เปรียบ หากมีเงินและกำลังด้วยสามารถแสวงหาอำนาจได้ไม่ยาก
คสช.ใช้ “กำลัง” เข้าสู่อำนาจ เวลานี้ คสช.มี “เงิน” คืองบประมาณที่จะนำไปใช้ได้ มีหน่วยข่าวมากมาย แต่ปัญหาคือจะใช้พลังทั้งสามในการรักษาอำนาจของตนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อใช้อำนาจนั้นในการทำให้บ้านเมืองดีขึ้นตามเจตนาที่ตั้งไว้
ภายใต้สถานการณ์ที่สงครามข่าวสารกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดทั้งในประเทศและระดับสากล มีการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง อย่างเป็นระบบและมืออาชีพ โดยผู้เชี่ยวชาญจากในและนอกประเทศ เมืองไทยอยู่ภายใต้ “ลัทธิสีแดง” ซึ่งเป็นลัทธิแห่งการล่อลวง เจ้าของลัทธิเข้าครอบครอง ควบคุม และบังคับข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปอย่างที่ตนต้องการ อาวุธของพวกนี้คือ ข่าวสารที่ถูกนำมาเล่น เงินถูกนำมาใช้ในการซื้อ สร้างอุปกรณ์ เครื่องมือในการทำสงครามข่าวสาร ในการจ้างนักรบไซเบอร์ ฤทธิ์ของคนพวกนี้มาจากความสามารถในการ “โกหกสีแดง” และใช้กลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์และเลนินที่ให้โกหกเรื่องใหญ่ๆ สร้างภาพเหยื่อให้เป็นปีศาจร้าย เป็นฝ่ายผิด เราเป็นฝ่ายถูก พูดด้วยภาษาง่ายๆ สั้นๆ ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจง่าย คนเราความจำสั้นต้องพูดย้ำบ่อยๆ บอกความจริงไม่หมด เลือกบอกเฉพาะที่เป็นประโยชน์กับตน จนคนเชื่อเรื่องโกหกว่าเป็นเรื่องจริง ล้างสมองให้คนกลายเป็นผีดิบ เป็นม็อบที่สั่งได้ อย่างไรก็ดีแต่คนจะเชื่อในระยะแรกเท่านั้น หลังจากที่คนได้รู้ความจริง คนก็ไม่เชื่อถือและไม่ไว้ใจเจ้าของลัทธินี้อีกต่อไป
ประชาชนต้องรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองที่ใช้ข่าวในการแสวงและรักษาอำนาจ การที่จะเข้าใจการเมืองไทยนั้นต้องทำเป็นแบบ “คนดูมวย” ไม่ใช่เป็น “นักมวย” บนเวที เพราะนักมวยจะเข้าโรมรันพันตูกับคู่ต่อสู้จนไม่รู้ว่าตัวเองต่อยดีหรือไม่ดี ไม่มีเวลาได้คิด บางทีต่อยโดยใช้สัญชาตญาณ แต่คนดูมวยที่นั่งอยู่ริงไซด์นั้นจะรู้ว่านักมวยฝ่ายไหนต่อยดีหรือไม่ดี มีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร แต่มีข้อแม้ว่าห้ามเล่นพนันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาดเพราะจะเกิด “อคติ” ขณะเดียวกัน เมื่อเหลียวหลังไปดูคนดูที่ชั้น 3 สามารถเห็นปฏิกิริยาของคนดูชั้น 3 ซึ่งพวกนี้จะรู้อะไรดี บางทีเราได้ยินเสียงโห่ว่านักมวยฝ่ายนั้นฝ่ายนี้จะล้มมวย แล้วก็เป็นจริงตามเสียงโห่ด้วย
นอกจากนั้น ประชาชนอย่าดูการเมืองแบบ “หนังแผ่น” แต่ต้องดู “หนังเรื่อง” สมัยก่อนโรงภาพยนตร์จะเอาหนังแผ่นเฉพาะที่เป็นจุดเด่นของภาพยนตร์มาติดไว้หน้าโรงเพื่อเรียกคนดู เราดูแค่หนังแผ่นแล้วคิดว่าภาพยนตร์ทั้งเรื่องคงสนุกสนานเร้าใจ หากเราเข้าไปดูภาพยนตร์ในโรงก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมด เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่รู้เฉพาะหนังแผ่นที่เขาเอามาติดหน้าโรงเท่านั้น ฉันใดฉันนั้น เหตุการณ์แต่ละครั้งไม่ได้เกิดขึ้นโดยตัวของมันเอง สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นผลมาจากเมื่อวาน วานซืน สัปดาห์ก่อน เดือนก่อน การที่ คสช.ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นหนังแผ่น แต่มีพัฒนาการสืบเนื่องจากสถานการณ์ที่พัฒนามาเป็นปีๆ ที่มีการเผชิญหน้าทางการเมือง มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง การใช้อำนาจบริหารราชการในทางที่ผิด การคุกคามเสรีภาพทางร่างกายและทรัพย์สิน การใช้กำลังรุนแรงต่อผู้คนเป็นแสนเป็นล้านที่ออกมาชุมนุมอย่างสงบ สันติ แต่ถูกคนของรัฐบาลลอบทำร้ายจนตายและบาดเจ็บมากมาย เมื่อไม่มีทางออกและบ้านเมืองกำลังล่มจม รัฐบาลไม่ยอมเปิดทางออก ทหารจึงต้องออกมายึดอำนาจ นี่คือหนังเรื่อง
ประชาชนต้องสามารถแยกแยะให้ได้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ เพราะ “ความจริง” จะนำไปสู่ “ความรู้” ความรู้นำไปสู่ “ปัญญา” เมื่อใช้ “สติ” กำกับ ประชาชนจะสามารถแยกแยะความดีความชั่ว ความถูกความผิด ธรรมและอธรรม ออกจากกันได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาชี้แนะ สำคัญที่สุดคือ ท่านสามารถใช้วิจารณญาณในการเลือก “คนดี” เป็นตัวแทนของท่านในการบริหารบ้านเมืองได้







