
ไทยที่ 1 ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
แม้จะมีหนังสือออกมาโจมตีเมืองไทย หรือเกิดคดีสะเทิือนภาพลักษณ์เมืองไทยอย่างคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่าเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่เมืองไทยก็ยังถือว่าเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” อันดับท็อปๆ ของโลกอยู่ดี
แม้จะมีหนังสือออกมาโจมตีเมืองไทย หรือเกิดคดีสะเทิือนภาพลักษณ์เมืองไทยอย่างคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่าเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่เมืองไทยก็ยังถือว่าเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” อันดับท็อปๆ ของโลกอยู่ดี
บลูมเบิร์กได้ยกไทยให้เป็นอันดับ 1 การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของโลก
โดยให้เหตุผลว่าที่มาทำการรักษาที่เมืองไทยตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจจนถึงผ่าตัดเปลี่ยนเพศ ว่า การรักษาของเมืองไทยคุณภาพดี มีมาตรฐานเดียวกับสหรัฐในราคาที่ถูกกว่า และยังสามารถท่องเที่ยววัดเรืองรองและเพลิดเพลินกับแสงแดด ณ ชายหาดอีกด้วย
ตามข้อมูลของพาเทียนท์ บียอนด์ บอร์เดอร์ส ศูนย์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ข้ามพรมแดน ระบุว่า ในปี 2013 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โดยเฉพาะถึง 1.8 ล้านคน และทำรายได้เข้าประเทศไทยมากถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.54 แสนล้านบาท)
บลูมเบิร์กยังได้แสดงทัศนะด้วยว่า การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยเป็นหนึ่งในปัจจัยให้นักลงทุนยังไม่หันหนีออกจากประเทศไทย ร่วมกับการเป็นเจ้าการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ทูน่ากระป๋อง ข้าว และยาง รายใหญ่ของโลก แม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาทางการเมืองและสังคมมาอย่างยาวนานจนกระทบกับเศรษฐกิจก็ตาม
นับตั้งแต่ปี 2006 ประเทศไทยประสบกับปัญหาการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวลงเหลือเพียง 2.2% ในไตรมาสแรกของปี 2014 นี้ จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อ นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต่อมากลายเป็นนายกรัฐมนตรี และออกโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารถึง 12 ครั้ง นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่กลับไม่ได้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปเสียทุกครั้ง โดยในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยมากที่สุดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ถึง 657.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้เงินทุนจะไหลออกจากประเทศเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงการมุ่งสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2014 ไปได้ แต่ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2015 ว่าจะเติบโตถึง 4.5% แต่นักวิเคราะห์จากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และนักวิเคราะห์จากไทย กลับคาดการณ์ไว้แค่ 3.5% เท่านั้น ด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน แรงงานสูงอายุ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน และการเติบโตด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศชาติในอาเซียน
ดังนั้น ในวังวนความท้าทายเหล่านี้ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยจะใช้แข่งขันกับต่างชาติได้ ทั้งในด้านการบริการ ราคา และสไตล์
บลูมเบิร์กระบุข้อดีของการบริการทางการแพทย์ของไทย นอกเหนือจากราคาถูกว่า โรงพยาบาลมีความหรูหราตั้งแต่ล็อบบี้ทางเข้าที่เหมือนโรงแรม พนักงานต้อนรับสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ มีล่ามที่พูดได้มากกว่า 30 ภาษา ที่พาคนไข้ไปยังห้องพักส่วนตัว
คัลลิ เกรแฮม ชาวออสเตรเลีย วัย 30 ปี ผู้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนจมูกที่ประเทศไทยในราคา 7,500 เหรียญสหรัฐ แสดงความคิดเห็นว่า การรักษาที่เมืองไทยมหัศจรรย์มาก และเป็นการใช้จ่ายเงินที่คุ้มค่ามากที่สุดในชีวิตของเกรแฮม
“ฉันได้รับการรักษาที่มหัศจรรย์และพอใจอย่างมากที่ได้ช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา เป็นสถานการณ์ที่ชนะด้วยกันทั้งสองฝ่าย” เกรแฮม กล่าว
ทั้งนี้ โรงพยาบาลของประเทศไทย 30 แห่ง ได้รับรองมาตรฐานเดียวกับสหรัฐ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยในปี 2013 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีคนไข้ต่างชาติถึง 2.5 แสนคน ที่หมายรวมถึงชาวอเมริกัน 2 หมื่นคน และชาวออสเตรเลียอีก 8,000 คน นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไข้จากตะวันออกกลางก็เพิ่มขึ้นเป็นราว1.3 แสนคน/ปี เมื่อเทียบกับ 2 หมื่นคน ในปี 2002 อีกด้วย







