
ไม้ตายสุดท้ายญี่ปุ่น งัดศรดอกที่ 3 ร่วงหรือรอด
ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกตกตะลึงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ส่งสัญญาณถึงการหดตัว
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกตกตะลึงเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ส่งสัญญาณถึงการหดตัว โดยเมื่อไตรมาสเดือน ก.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา เศรษฐกิจแดนปลาดิบได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากนโยบายการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายลง
ผลจากตัวเลขดังกล่าวได้ส่งผลให้ทางนายกรัฐมนตรีอาเบะประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8% เป็น 10% ในเดือน ต.ค. ปีหน้า ไปเป็นเดือน เม.ย. 2017 พร้อมทั้งประกาศจะยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 21 พ.ย.นี้ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางเดือนหน้า
หนึ่งในเหตุผลการยุบสภาครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการเปิดทางหยั่งเสียงถึงความนิยมของประชาชนที่มีต่อนโยบายอาเบะโนมิกส์ ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทางการญี่ปุ่นงัดออกมาเพื่อสู้กับภาวะเงินฝืดเรื้อรังภายในประเทศ
“ผมตระหนักดีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ผมต้องรับฟังเสียงประชาชน ซึ่งผมจะลงจากตำแหน่งหากพวกเราครองเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากนั่นหมายความว่านโยบายอาเบะโนมิกส์ของพวกเราถูกปฏิเสธ” ผู้นำญี่ปุ่น กล่าว
ทั้งนี้ นโยบายอาเบะโนมิกส์นั้นประกอบไปด้วยแผนทางเศรษฐกิจทั้งหมด 3 แผนด้วยกัน หรือรู้จักกันในชื่อ “ลูกศร 3 ดอก” ศรดอกที่ 1 คือ นโยบายนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน โดยการเข้าซื้อสินทรัพย์เป็นจำนวน 80 ล้านล้านเยน/ปี หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “มาตรการคิวอี” นั่นเอง ขณะที่ศรดอกที่ 2 คือ การเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายและการกู้ยืมของรัฐบาลให้เพิ่มมากขึ้น
กระนั้นก็ตาม แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนตัวลงอย่างหนักสมใจตามที่ญี่ปุ่นต้องการ ทว่าหากมองในแง่ของความสัมฤทธิผลตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ คำตอบก็ต้องแน่นอนว่าไม่ เพราะ ดัชนีเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับต่ำ แถมยอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนก็ไม่กระเตื้อง
อย่างไรก็ตาม อาเบะยังมีไม้ตายไม้สุดท้ายที่จะงัดเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้นมา นั่นก็คือ “ลูกศรดอกที่ 3” ซึ่งเป็นแผนปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของต่างประเทศ รวมไปถึงเพิ่มจำนวนประชากรที่เป็นชนชั้นแรงงานด้วย โดยสำนักข่าวซีเอ็นบีซีวิเคราะห์ว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของญี่ปุ่น อาเบะจะต้องใช้นโยบายเพิ่มเติมทั้งหมด 3 นโยบายด้วยกัน
สำหรับการเพิ่มการลงทุนภาคเอกชนนั้น ต้องบอกว่านับเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของทางญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะทางญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากเดิมที่สูงถึง 35% ให้ลงเหลือต่ำกว่า 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อดึงดูดและกระตุ้นการลงทุน โดยในปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้
ไม่เพียงเท่านั้น การปฏิรูปการลงทุนเอกชนนั้น ยังหมายรวมถึงการผ่อนคลายกฎการลงทุน และสนับสนุนนโยบายที่ช่วยธุรกิจเกิดใหม่ (สตาร์ทอัพ) รวมไปถึงการลงทุนจากภาครัฐด้วย นอกจากนี้แล้วรัฐบาลยังมีแผนที่จะเพิ่มยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2020 ด้วย
ในขณะที่นโยบายที่ 2 คือ การปฏิรูปแรงงาน ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุอยู่มาก ฉะนั้นแล้ว นโยบายก็คือ การเพิ่มสัดส่วนให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ซึ่งแผนนี้ประเมินว่าจะทำให้สัดส่วนการจ้างงานหญิงอายุ 25-44 ปี เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 73% ในปี 2020 จากปัจจุบันที่ 68% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังต้องการทำให้แรงงานชาวต่างชาติสามารถเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งนั่นคือการลดระยะเวลาในการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรจาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เท่านั้น
ด้านนโยบายที่ 3 คือ ปรับกฎระเบียบที่มีการปกป้องตัวเอง ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้รับการปกป้องเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ภาคการเกษตร ซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขัน โดยการผ่อนคลายการปกป้องเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าให้มากขึ้นได้
ทั้งนี้ หนึ่งในนโยบายของอาเบะคือการเพิ่มการส่งออกด้านการประมง และการเกษตรให้ได้ 2 เท่า ในปี 2020 ทว่าการค้าในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องยกเลิกการปกป้องภาคการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางการค้าทรานส์แปซิฟิก (ทีพีพี) ยังคงติดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญก็คือว่า ญี่ปุ่นควรที่จะทำการปฏิรูปอย่างระมัดระวังมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่อาจจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น และยิ่งไปกระทบกับรายได้ของรัฐบาลในที่สุด
ดังนั้น จึงน่าจะเป็นเวลาแล้วที่อาเบะควรจะยิงศรดอกที่ 3 ภายหลังจากการเลือกตั้ง ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบังคับใช้การปฏิรูปเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพ และรอเวลาที่จะเกิดดอกออกผลนั่นเอง







