
การเมืองเรื่องน้ำมัน
รัฐบาลล้มเพราะเงินหมดมากกว่าเหตุผลอื่น...นี่เป็นคำกล่าวของชาวตะวันตกคนหนึ่ง ซึ่งผมฟังแล้วเกิดความรู้สึกคล้อยตาม เพราะในบ้านเราเอง กลุ่มการเมืองที่ทรงอิทธิพลและได้รับคะแนนนิยมจากชาวบ้านสูง อย่างกลุ่มไทยรักไทย-เพื่อไทย ก็ยังตกม้าตายเพราะภาพความอ่อนแอทางการคลังและการไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา
รัฐบาลล้มเพราะเงินหมดมากกว่าเหตุผลอื่น...นี่เป็นคำกล่าวของชาวตะวันตกคนหนึ่ง ซึ่งผมฟังแล้วเกิดความรู้สึกคล้อยตาม เพราะในบ้านเราเอง กลุ่มการเมืองที่ทรงอิทธิพลและได้รับคะแนนนิยมจากชาวบ้านสูง อย่างกลุ่มไทยรักไทย-เพื่อไทย ก็ยังตกม้าตายเพราะภาพความอ่อนแอทางการคลังและการไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา
แต่คนพูดไม่ได้มีเจตนาพุ่งเป้ามาที่เรา ประเทศที่เขาพูดถึงคือรัสเซีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จมานานนับสิบปี
รัสเซียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ปริมาณการผลิตอยู่ในระดับกว่า 10 ล้านบาร์เรล/วัน ใกล้เคียงกับซาอุดิอาระเบีย รายได้จากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 4 ของจีดีพี กว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออก ตลอดจนงบประมาณรายได้ของรัฐบาลกว่า 1 ใน 3 มาจากภาษีน้ำมัน
หลายเดือนก่อน เมื่อรัสเซียประกาศผนวกคาบสมุทรไครเมียของยูเครน มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำรัฐบาลอเมริกันว่า การจะจัดการกับรัสเซียและปูตินให้ได้ผล ไม่ใช่ด้วยวิธีทางการทหาร ไม่ใช่ด้วยการแซงก์ชั่น แต่ด้วยการกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ต่ำลง
ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลสหรัฐเชื่อและปฏิบัติตามคำแนะนำนี้หรือไม่ เพราะเห็นราคาน้ำมันก็ยังคงอยู่ในระดับเดิมต่อเนื่องมาอีกหลายเดือน เพิ่งมาลงแบบถล่มทลายในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายนี้เอง
แต่ถึงรัฐบาลสหรัฐจะทำ เขาก็คงไม่บอกเรา เพราะเขาคงต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตลาดน้ำมัน ว่าราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเสียงร่ำลือต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผมพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ 2 ข้อ ดังนี้
หนึ่ง สหรัฐสามารถจัดการกับตลาดน้ำมันโลกและกำหนดราคาได้ตามใจชอบจริงหรือไม่ สอง น้ำมันลดราคาช่วยสยบรัสเซียกับปูตินได้จริงหรือ
คำตอบสำหรับข้อแรกคือ รัฐบาลสหรัฐน่าจะสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลอย่างจริงจัง ภาวะตลาดจะต้องเป็นใจ หรือพูดง่ายๆ ไม่ว่าใครก็ฝืนตลาดมากๆ และนานๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สินค้านั้นๆ มีการผลิตและการบริโภคอย่างกว้างขวาง หากต้องการเห็นภาพชัดเจนขึ้น ให้นึกถึงเรื่องจำนำข้าว ซึ่งรัฐบาลเพื่อไทยล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะพยายามฝืนตลาดโลก อีกไม่นานหลายคนอาจต้องติดคุก เพราะมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการนี้
กลับมาเรื่องตลาดน้ำมันโลก คนที่ศึกษาประวัติความเป็นมาจะทราบว่าสหรัฐเป็นเจ้าพ่อในวงการนี้มานาน โดยทางด้านอุปสงค์ สหรัฐเป็นผู้บริโภครายใหญ่ก่อนประเทศอื่นๆ ส่วนทางด้านอุปทาน ทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทอเมริกันเช่นกัน
เท่าที่ทราบ รัฐบาลสหรัฐเข้ามาจัดระเบียบตลาดน้ำมันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1932 โดยในครั้งนั้น เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดและราคาตกต่ำ รัฐบาลสหรัฐได้ทำตัวเป็นแกนกลางในการจับบริษัทน้ำมันมารวมหัวกันผูกขาดราคา
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันได้รวมตัวกันก่อตั้งโอเปก หลายประเทศในกลุ่มนี้ได้เข้าควบคุมกิจการของบริษัทน้ำมันต่างชาติในประเทศของตน ทำให้บทบาทของสหรัฐในตลาดน้ำมันลดลง อำนาจในการชี้เป็นชี้ตายเกี่ยวกับน้ำมันได้เปลี่ยนมาอยู่ในมือของโอเปกเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังคงรักษาอิทธิพลที่มีต่อตลาดน้ำมันในทางอ้อม โดยการเป็นที่พึ่งด้านความมั่นคงและด้านการทหารของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโอเปก
ในช่วงที่โอเปกเรืองอำนาจ มีการรวมหัวกันขึ้นราคาหลายครั้ง ซึ่งถึงแม้ซาอุดิอาระเบียจะเกรงใจสหรัฐ แต่ก็ทานเพื่อนสมาชิกไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดตามมาคือ มีการรณรงค์อย่างกว้างขวางทั่วโลกเรื่องประหยัดพลังงาน มีการลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ มีการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ตลอดจนมีการหันไปพึ่งพาพลังงานประเภทอื่น เช่น นิวเคลียร์และพลังงานทดแทนต่างๆ
ที่มีผลกระทบกับโอเปกมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือการค้นพบน้ำมันในทะเลเหนือ ซึ่งทำให้อังกฤษกับนอร์เวย์กลายเป็นผู้ส่งออกที่มีความสำคัญ ทั้ง 2 ประเทศปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโอเปก และเร่งตักตวงผลประโยชน์จากการที่โอเปกช่วยพยุงราคาไว้ ให้โอเปกกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นกลับมาหายใจคล่องขึ้นในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ จากการที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว และอัตราการบริโภคน้ำมันเพิ่มขึ้นเร็วยิ่งกว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของจีนลดลงจนในที่สุดก็เกิดความกลัวกันว่าน้ำมันจะหมดโลก
กล่าวกันว่า วงจรน้ำมันโลกมีอายุประมาณ 20 ปี คือเมื่อเกิดภาวะล้นตลาดและราคาตกต่ำก็จะต่อเนื่องไปประมาณ 10 ปี ในระหว่างนั้น การบริโภคจะสูงขึ้นเร็ว ในขณะที่การลงทุนเพื่อการผลิตจะลดลง ส่งผลให้อีก 10 ปีต่อมาเกิดความขาดแคลนและราคากลับสูงขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เกิดความพยายามในการประหยัด และทุ่มเทลงทุนเพื่อผลิตให้ได้มากขึ้น จนในที่สุดอุปทานก็กลับมาสูงกว่าอุปสงค์อีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรเช่นนี้ต่อเนื่องกันมาหลายรอบแล้ว
ในวงจรล่าสุด ปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำมันล้นตลาดอีกครั้งหนึ่ง คือการผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจากหินน้ำมันด้วยต้นทุนที่ต่ำลงมากในสหรัฐ ซึ่งเพิ่งเริ่มมาไม่กี่ปี จึงยังมีแนวโน้มที่น้ำมันจะล้นตลาดไปอีกอย่างน้อยหลายปี
ส่วนตัวผมเชื่อว่า การที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ได้จนถึงช่วงกลางปีที่ผ่านมา เป็นเพราะสหรัฐต้องการรักษาความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่มีเหนือภูมิภาคอื่น จึงสนับสนุนความพยายามในการพยุงราคาของซาอุดิอาระเบีย ความได้เปรียบดังกล่าวเกิดจากการที่ต้นทุนพลังงานในสหรัฐต่ำกว่าในประเทศอื่นมาก
ครั้นสหรัฐเห็นรัสเซียก้าวร้าวจนสุดจะทน ก็หันกลับไปกระซิบให้ซาอุดิอาระเบียพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองไว้ เพียงเท่านี้ทำนบน้ำมันก็แตกและไหลท่วมตลาด ผมเชื่ออีกเช่นกันว่า รัสเซียกับปูตินกำลังเดือดร้อนแสนสาหัส มิฉะนั้นคงไม่ปล่อยให้ค่าเงินรูเบิลร่วงลงเร็วและแรงขนาดนี้ กล่าวคือ หากย้อนกลับไปถึงช่วงกลางปี อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นอยู่ที่ระดับประมาณ 34 รูเบิล/เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันประมาณ 47 รูเบิล/เหรียญสหรัฐ
สิ่งที่เกิดกับรัสเซียคือ เศรษฐกิจอ่อนแอลง ดุลการคลังบักโกรก ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนลดลง เกิดภาวะเงินทุนไหลออก และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเปรียบกับการเจ็บป่วย ก็เหมือนเส้นเลือดใหญ่ขาด และเลือดไหลไม่หยุด แต่ก็คงไม่ถึงตาย เพราะในช่วงที่การส่งออกน้ำมันรุ่งเรือง รัสเซียได้สะสมทุนสำรองไว้กว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขนาดของทุนสำรองใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เงินจำนวนนี้จะช่วยให้ปูตินซื้อเวลาได้อีกเป็นปี แต่ก็คงไม่ตลอดไป น่าสนใจว่าปูตินจะรักษาคะแนนนิยมในประเทศไว้ได้อย่างไร หรือจะรักษาอำนาจเอาไว้ได้หรือไม่







