
ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลที่เป็นที่พึ่งของประชาชน (2)
ดังนั้น องค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยต้องเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย มีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงใดๆ มีความมั่นคง และมีความเป็นสถาบันโดยมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ยาวนาน และมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยที่มีความยึดมั่นเชื่อมั่นต่อองค์กรศาลในการตัดสินชี้ขาดมาโดยตลอดภายใต้คำว่า “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย”
ดังนั้น องค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยต้องเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย มีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงใดๆ มีความมั่นคง และมีความเป็นสถาบันโดยมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ยาวนาน และมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยที่มีความยึดมั่นเชื่อมั่นต่อองค์กรศาลในการตัดสินชี้ขาดมาโดยตลอดภายใต้คำว่า “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย”
ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่โดยแยกประเภทคดีเป็นเขตอำนาจศาล กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจาณาคดีรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาคดีปกครอง และศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญา
นอกจากนั้น ประเทศไทยมีประสบการณ์การให้องค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร ศาลฎีกา คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว องค์กรที่ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่เหมาะสมกับประเทศไทย คือ “ศาลรัฐธรรมนูญ (The Constitutional Court)”
3.สถานภาพของศาลรัฐธรรมนูญ หากวิเคราะห์สถานภาพของศาลรัฐธรรมนูญ มีประเด็นพิจารณา ดังนี้
3.1 จากจดหมายเหตุศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มิ.ย. 2537 เรื่อง แนวความคิดในการเสนอให้มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2537 ให้มีหน้าที่ศึกษา พิจารณา ค้นคว้า ตรวจสอบ รวบรวมความคิดเห็น และยกร่างข้อเสนอแนะเพื่อการจัดทำแผน หรือโครงการพัฒนา หรือปฏิรูปการเมืองการปกครองของประเทศในระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว โดยสอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยได้จัดให้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายงานวิจัยเป็นการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองไทย เสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เรื่องศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง
3.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด 10 ศาล ส่วนที่ 2 มาตรา 204-217 และส่วนที่ 1 บททั่วไป มาตรา 197 บัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะปรากฏคำว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์บริเวณหน้าแรกของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน3.3 การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ และมีข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำ
คำวินิจฉัย พ.ศ. 2550
ในระหว่างที่ยังไม่มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 300 และข้อเท็จจริงศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 แต่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างไร จนกระทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2557 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอใหม่เป็นครั้งที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับประกาศ คสช. ยังยืนยันให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลต่อไปอีกด้วย
ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีสถานภาพเป็นศาล และเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไปอย่างยั่งยืน สถาพร







