posttoday
คสช.ผลักมิตรเป็นศัตรู

คสช.ผลักมิตรเป็นศัตรู

19 พฤศจิกายน 2557

สุ่มเสี่ยงบานปลายกลายเป็นปัญหา

สุ่มเสี่ยงบานปลายกลายเป็นปัญหา

รุมเร้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในอนาคต หลังการกระชับอำนาจในมือ งัด “ไม้แข็ง” มาสกัดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน โดยเฉพาะกับปัญหาที่ดิน และการบุกรุกที่่ป่าที่เป็นปัญหายืดเยื้อมายาวนาน

เหตุการณ์ทหารเข้าปิดกั้นการสัมมนา สกัดการเดินขบวนเรียกร้องแก้ปัญหาความเดือดร้อน จนถึงขั้นควบคุมตัวชาวบ้านแกนนำ นักวิชาการ ที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีกับ คสช.​

​หลังรัฐประหารบ้านเมืองเข้าสู่บรรยากาศไม่ปกติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดอยู่ในกรอบด้วยเหตุผลข้ออ้างเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

สิทธิเสรีภาพที่เคยมีตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพลเมือง สิทธิชุมชน สิทธิเสนอกฎหมาย รวมไปถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งการกระจายที่ดินที่เป็นธรรม การเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุข ทุกอย่างหายไปทันทีหลังรัฐธรรมนูญถูกฉีก และไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ซ้ำเติมด้วย “กฎอัยการศึก” ที่ปิดปาก มัดแขน มัดขา ไม่ให้ภาคประชาชนสามารถออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ได้อย่างที่เคยเป็น

ทั้งที่การเคลื่อนไหวชุมนุม เดินขบวนเรียกร้อง ถือเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่อย่างที่ชาวบ้านจะออกมาเรียกร้องทวงสิทธิของตัวเอง หรือเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขผลกระทบจากแนวนโยบายที่รัฐเป็นผู้ก่อปัญหาเอาไว้ด้วยซ้ำ

หนำซ้ำในช่วงที่สังคมกำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูป ภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และคลุกคลีอยู่กับปัญหามานาน กลับถูกกันออกไปจากการมีส่วนร่วม นอกจากจะไม่ถูกเชื้อเชิญให้ร่วมนั่งเป็นคณะทำงานแล้ว ครั้นจะจัดเวทีสัมมนาคู่ขนานกลับยังถูกสั่งห้าม

เลี่ยงไม่ได้ที่กระบวนการปฏิรูปย่อมถูกมองว่าผูกขาดอยู่ที่ทหารเท่านั้น

​ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษากลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) อธิบายว่า สาเหตุที่ทหารปิดกั้นการเคลื่อนไหวเพราะห่วงว่าเสื้อเหลือง เสื้อแดง จะออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะสามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ​อันไหนเป็นการเคลื่อนไหวจากความเดือดร้อนของประชาชน

ที่สำคัญการเคลื่อนไหวหลายครั้งมาจากปัญหาที่ คสช.เป็นผู้ก่อไว้ ​โดยเฉพาะจากคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ว่าด้วยเรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 เรื่องเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน

แม้จะเป็นความพยายามที่ดีกับการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า แต่หลังจากประกาศฉบับดังกล่าวออกมา พบว่าคดีการบุกรุกพื้นที่ป่ากว่า 200 เรื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนคนธรรมดา มีเพียงแค่รายใหญ่คิดเป็นเพียงแค่ 10% เท่านั้น

ส่องดูเฉพาะ 4 เรื่องที่ สกน.หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​ ระหว่างลงพื้นที่เจรจากับผู้แทน สกน. และเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

เรื่องแรก กรณีหมู่บ้านทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านถูกจับกุมตัวดำเนินคดีทั้งสิ้น 39 ราย ในข้อหามีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่เก็บไม้ไว้สร้างบ้าน มีเพียงแค่ 4 ราย ที่พัวพันกับกระบวนการค้าไม้​

เรื่องที่สอง กรณีบ้านเลาวู อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ การบุกรุกพื้นที่ป่า 1,500 ไร่ พบว่าประชาชนหลายรายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับการผ่อนผัน

เรื่องที่สาม กรณีบ้านห้วยหก อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ภาครัฐได้ลงพื้นที่ตัดฟันทำลายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดและข้าวของชาวบ้านทิ้ง ทั้งที่ชาวบ้านขอให้รอเก็บเกี่ยวก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน

เรื่องที่สี่ กรณีบ้านห้วยน้ำตื้น ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง กับการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน 106 ไร่ ที่ทหารเข้าไปโค่นต้นยางพารา สร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 พบว่ามีการครอบครองพื้นที่ทำกินเพียงแค่บางส่วน บางส่วนอยู่ก่อนปี 2545 แต่การไปโค่นต้นยางพาราย่อมสร้างความเสียหายที่รัฐต้องเยียวยา

ประยงค์วิเคราะห์ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยิ่งนานเท่าไหร่ ทหารและรัฐบาลจะยิ่งเสื่อมมากเท่านั้น ​จากเดิมที่ชาวบ้านเคยตั้งความหวังไว้กับ คสช.ว่าจะเข้ามาคลี่คลายปัญหาเรื่องที่ดินทำกินที่ยืดเยื้อมานาน และไม่สามารถแก้ไขได้ในรัฐบาลหลายชุดที่มาจากการเลือกตั้ง

“แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากยังไม่แก้ไข ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายจะเป็นการผลักมิตรให้เป็นศัตรู จากเดิมที่ชาวบ้านฝากความหวังกับ คสช. แต่หากเป็นเช่นนี้ย่อมถูกบีบให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม และสุดท้ายอาจจะไปร่วมกับฝ่ายตรงข้ามรัฐประหารอีกด้วย” ที่ปรึกษา สกน.ระบุ

ทางออกสำคัญที่จะลดแรงเสียดทานตรงนี้คือ การดึงเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ มากกว่าไปสกัดไม่ให้เคลื่อนไหวอยู่ภายนอก เพราะนอกจากจะได้ข้อมูลที่ตรงกับสภาพปัญหาที่แท้จริงแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นแรงสนับสนุนป้องกันกระแสต่อต้านการคัดค้านการปฏิรูปอีกทางหนึ่ง

หากไม่ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการแก้ปัญหาย่อมต้องกลับไปสู่จุดเดิม คือปล่อยให้ข้าราชการเข้ามาดำเนินการจัดการแก้ปัญหา สุดท้ายก็หนีไม่พ้นวังวนปัญหาเดิมๆ

การตั้งโจทย์เพียงแต่เรื่องการแจกที่ดินเพียงหวังว่าจะแก้ปัญหาเดิมๆ โดย​ไม่ศึกษาบทเรียนตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา ย่อมยากที่จะทำให้การปฏิรูปประสบความสำเร็จได้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์