
จุดจบอาเบะโนมิกส์
ในที่สุดก็ดูเหมือนว่า นโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ที่หวังช่วยชุบชีวิตเศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นมาอีกครั้งนั้นจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคอย่างไม่คาดฝัน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ต้องยอมประกาศเลื่อนแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มระลอก 2 จากกำหนดเดิมในเดือน ต.ค.ปีหน้า ออกไปอีก 18 เดือนครับ
ในที่สุดก็ดูเหมือนว่า นโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ที่หวังช่วยชุบชีวิตเศรษฐกิจญี่ปุ่นขึ้นมาอีกครั้งนั้นจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคอย่างไม่คาดฝัน ทำให้นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ต้องยอมประกาศเลื่อนแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มระลอก 2 จากกำหนดเดิมในเดือน ต.ค.ปีหน้า ออกไปอีก 18 เดือนครับ
ต้องลองทบทวนกันดูว่า ญี่ปุ่นมีปัญหาอะไรบ้าง และอาเบะโนมิกส์ ได้พยายามแก้ปัญหาอะไรบ้าง
ประการแรก คือ รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้มหาศาล น่าจะมากที่สุดของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 227% ของจีดีพี โดยหนี้ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับประชากรวัยเกษียณครับ อีกทั้งญี่ปุ่นยังใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเพิ่มการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าภาษีการขาย จากเดิม 5% เป็น 8% เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้การบริโภคในญี่ปุ่นลดลงจนนำมาซึ่งการถดถอยทางเศรษฐกิจในครั้งนี้
ประการที่สอง คือปัญหาเงินฝืด เป้าหมายสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ ก็คือ การเพิ่มระดับเงินเฟ้อให้ถึงเป้าหมายที่ 2% ครับ จากที่ 1% เมื่อเดือน ต.ค.
ญี่ปุ่นใช้วิธีหว่านเงินลงสู่ตลาดการเงินผ่านธนาคารกลาง(บีโอเจ) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมมากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้จากนโยบายดังกล่าวก็คือ การกดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง ซึ่งช่วยสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นในตลาดโลกได้ และยังเป็นการสร้างผลกำไรให้กับภาคเอกชนญี่ปุ่นที่พึ่งพาตลาดนอกประเทศเป็นหลัก ซึ่งเมื่อกำไรที่ได้เป็นเงินสกุลต่างชาติเมื่อแลกกลับมาเป็น
เงินเยนที่อ่อนตัวลงก็จะมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
แต่กระนั้นก็ตาม เป็นความโชคร้ายของญี่ปุ่นจากเหตุวิกฤตนิวเคลียร์ฟูกุชิมา เมื่อต้นปี 2011 ที่ทำให้ญี่ปุ่นปิดโรงนิวเคลียร์ทั้งหมดครับ และต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศทดแทนพลังงานที่ขาดหายไปจากโรงนิวเคลียร์
ระดับเงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมานั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคนัก แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจากการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งยังทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ามากขึ้นด้วย
สุดท้าย นโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ กำลังถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือภาคเอกชนเท่านั้น ที่ได้ผลประโยชน์เต็มๆ ขณะที่ผู้บริโภคยังต้องเผชิญหน้ากับความลำบาก โดยเฉพาะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเหมือนกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ชี้ชะตาของ “อาเบะโนมิกส์” ทีเดียวครับ







