posttoday
เอเชียเลยจุดพีก! เผชิญ 4 ปัจจัยฉุด ศก.ทรุด

เอเชียเลยจุดพีก! เผชิญ 4 ปัจจัยฉุด ศก.ทรุด

19 พฤศจิกายน 2557

ช่วง 4 ศตวรรษที่ผ่านมา เอเชียสามารถผงาดขึ้นมาเทียบชั้นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกอย่างสมภาคภูมิ

โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม

ช่วง 4 ศตวรรษที่ผ่านมา เอเชียสามารถผงาดขึ้นมาเทียบชั้นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกอย่างสมภาคภูมิ ด้วยบทบาทการเป็นพื้นที่ที่ขยายตัวทางเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงช่วงปลายยุค 1990 และปี 2008

นอกจากนี้ ในปี 2012 เอเชียยังประกาศศักดาแบบก้าวกระโดด โดยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพี) ถึง 30% ทีเดียว จนนักลงทุนทั่วโลกต่างก็พาเหรดเข้ามาลงทุนอย่างคึกคัก

กระนั้นก็ตาม การเติบโตแบบพุ่งทะยานของเอเชีย เริ่มมีสัญญาณแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากการเติบโตของภูมิภาค ยกเว้นจีน อยู่ที่ระดับ 5.5% เท่านั้น หรือขยายตัวเพียงครึ่งหนึ่งของปี 2007 โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดรั้งให้สุขภาพทางเศรษฐกิจของเอเชียเริ่มไม่แข็งแกร่งเช่นในอดีต

เริ่มจากปัจจัยท้าทายแรก “สินเชื่อฟองสบู่” อันเป็นผลกระทบที่่เกิดขึ้นมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับหนี้สินโดยรวมในเอเชีย อันหมายรวมถึงหนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐและหนี้ภาคเอกชน ทะยานสูงขึ้นถึง 208% ของจีดีพีเลยทีเดียว หรือมีหนี้สินรวมมากกว่าปี 2008 ที่เกิดวิกฤตการเงินถึง 50%

นอกจากนี้ ปริมาณหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นในภาคการผลิต เนื่องจากอัตราการเติบโตของผลิตภาพด้านการผลิตทรุดตัวลง สวนทางกับสัดส่วนหนี้สินการลงทุนต่อหน่วยการผลิตที่ปรับตัวมากขึ้น ทำให้หนี้สินในภาคการผลิตมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับจีดีพีถึง 1%

บลูมเบิร์กรายงานว่า ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ จีน มาเลเซีย ไทย และไต้หวัน มีอัตราส่วนหนี้สินภาคเอกชนต่อจีดีพีสูงถึงระดับ 150-200% ทีเดียว สอดรับกับรายงานของ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ที่วิเคราะห์ว่า หนี้ภาคเอกชนในเอเชียจะแซงหน้าภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรปในปี 2016 แถมเอเชียยังมีความเสี่ยงมากขึ้นในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากคุณภาพหนี้ของเอเชียอยู่ในระดับที่ต่่ำกว่าประเทศแถบตะวันตก

เช่นเดียวกับหนี้ครัวเรือนที่ก็เริ่มสร้างความวิตกแก่เอเชีย โดยเฉพาะไทยและสิงคโปร์ ที่สินเชื่อดังกล่าวเพิ่มแซงหน้าสหรัฐในช่วงเครดิตบูมเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาเสียอีก ขณะที่มาเลเซีย จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ก็มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนมากกว่าก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 ของสหราชอาณาจักรอีกด้วย

นอกจากประเด็นหนี้สินท่วมท้นแล้ว เอเชียยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญใน “ภาคการส่งออก” ที่ทรุดตัวลงอย่างหนักอีกด้วย  โดยเฉพาะ 4 ยักษ์ใหญ่ภาคการส่งออกเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2010

ทั้งนี้ ค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำลง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ในฐานะศูนย์กลางภาคการผลิตเอเชียปรับลดลง แม้กระทั่งจีนที่เคยได้รับสมญาว่าเป็น “โรงงานของโลก” ก็ยังสูญเสียแรงดึงดูดใจในการลงทุนไปยังอาเซียนแทน หลังพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสู่เลข 2 หลัก ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น การผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ของจีน หลังผ่านวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 มาได้ ด้วยการงัดสารพัดมาตรการออกมารับมือ รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ส่งผลให้หนี้สินรวมของจีนเพิ่มขึ้นถึง 100% ของจีดีพี ในปี 2008 หรือประเมินว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 250% ในปัจจุบันเลยทีเดียว ขณะที่การขยายตัวของจีดีพีจีนที่เคยอยู่ในระดับเลข 2 หลัก หลังวิกฤตการเงินล่าสุดที่ผ่านมา กลับอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวลงอย่างหนัก โดยปีที่ผ่านมาการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงของจีนอยู่ที่ระดับเพียงแค่ 7% เท่านั้น

ในฐานะที่จีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญของ 8 ใน 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนในจีดีพีของภูมิภาคนี้สูงถึง 45% รวมทั้งยังเป็นผู้นำเข้าและบริโภคสินค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ทำให้ภาวะเศรษฐกิจแดนมังกรที่ชะลอตัวลงนี้ ฉุดให้เศรษฐกิจทั้งภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งพิงจีนต้องทรุดลงไปด้วย

ส่วนความท้าทายสุดท้าย คือ “โครงสร้างทางประชากรศาสตร์” เนื่องจากหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดต่อแม่ในเอเชียลดลงเหลือเพียง 2.1 จากที่เคยสูงถึง 5.8 ในปี 1960 ขณะที่อาเซียนมีสัดส่วนต่ำลงมากที่สุดแค่ 1.7 เท่านั้น ส่งผลให้จำนวนประชากรในเอเชียที่เคยมีจำนวนมากที่สุดในโลก มีอัตราส่วนลดลง สวนทางกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่มีอายุยืนขึ้น

อัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำมาก สวนทางกับผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัดส่วนการเกิดและประชากรวัยทำงานที่ลดลง อันหมายถึง ภาระในการดูแลหรืออัตราการพึ่งพาประชากรวัยทำงานในสังคมจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งความไม่สมดุลด้านประชากรนี้ ถือเป็นอีกปัจจัยที่กระทบในทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงในทศวรรษต่อไปอีกด้วย

ความเสี่ยงทั้ง 4 ประการข้างต้น ถือเป็นปัจจัยที่ฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเอเชียที่เริ่มแข็งแกร่งกลับริบหรี่ลง ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองในหลายประเทศภายในภูมิภาคนี้ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการเติบโตของผลิตภาพด้านการผลิต จึงเป็นคำตอบที่น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจเอเชียฟื้นคืนชีพกลับมาผงาดในตลาดโลกได้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท